
โรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นภาวะทางจิตเวชที่ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วย ทำให้เกิดการแกว่งของอารมณ์อย่างรุนแรง สลับไปมาระหว่างภาวะซึมเศร้า (Depression) และภาวะอารมณ์สูงรุนแรง (Mania) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความสามารถในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ด้วยการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การรักษาที่เหมาะสม และการดูแลอย่างครอบคลุม ผู้ป่วยก็จะสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ
อาการไบโพลาร์ คืออะไร ?
ไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) เป็นภาวะทางจิตเวชที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอารมณ์อย่างรุนแรงระหว่างขั้วตรงข้าม ส่งผลต่อระดับพลังงาน รูปแบบความคิด และพฤติกรรม ซึ่งอาการเหล่านี้อาจคงอยู่ตั้งแต่หลายชั่วโมงถึงหลายเดือน
ผู้ป่วยไบโพลาร์จะมีการสลับไปมาระหว่างอาการสำคัญ 2 ขั้ว ได้แก่
1. ภาวะอารมณ์สูง
- ภาวะเมเนีย (Mania) – เป็นอาการที่มีอารมณ์สูงรุนแรง โดยมีลักษณะดังนี้
- รู้สึกครึกครื้น ตื่นเต้น หรือหงุดหงิดผิดปกติ
- มีพลังงานมากผิดปกติ ความต้องการนอนลดลง
- พูดเร็ว พูดมาก กระโดดจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องอย่างรวดเร็ว
- ความคิดวิ่งเร็วผิดปกติ สมาธิสั้น ว่อกแว่กง่าย
- มีความมั่นใจสูงเกินจริง รู้สึกว่าตนเองมีความสามารถพิเศษ
- มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย ขับรถเร็ว
- ในกรณีรุนแรงอาจมีอาการหลงผิด ประสาทหลอน
- ภาวะไฮโพเมเนีย (Hypomania) – อาการคล้ายเมเนียแต่รุนแรงน้อยกว่า
- มีอาการคล้ายกับเมเนีย แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อการทำงานหรือความสัมพันธ์
- ไม่มีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน
- ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
2. ภาวะอารมณ์ต่ำ
- ภาวะซึมเศร้า (Depression) – มีลักษณะดังนี้
- รู้สึกเศร้า ว่างเปล่า สิ้นหวัง หรือร้องไห้บ่อย
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่มีความสนใจหรือความเพลิดเพลินในกิจกรรมที่เคยชอบ
- นอนมากหรือนอนน้อยเกินไป
- รู้สึกไร้ค่า มีความรู้สึกผิดมากเกินไป
- มีความคิดช้าลง สมาธิไม่ดี การตัดสินใจลำบาก
- น้ำหนักเพิ่มหรือลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
- มีความคิดอยากตาย หรือพยายามฆ่าตัวตาย
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยยังมีช่วงที่อารมณ์ปกติด้วย ทั้งนี้ อาการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการดูแลตนเอง ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
สาเหตุของอาการไบโพลาร์
- พันธุกรรม
โรคไบโพลาร์ มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมสูงที่สุดในบรรดาโรคทางจิตเวช กว่า 70% ของผู้ป่วยมีญาติสายตรงอย่างน้อยหนึ่งคนที่เป็นโรคนี้ อย่างไรก็ตาม การมีญาติที่เป็นโรคไบโพลาร์ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นโรคนี้เช่นกัน - ความผิดปกติในการหลั่งสารสื่อประสาทของสมอง
สารเคมีในสมองอย่างเซโรโทนิน (Serotonin) โดพามีน (Dopamine) เมลาโทนิน (Melatonin) และนอร์อดรีนาลิน (Noradrenaline) ที่ไม่สมดุล ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของเซลล์สมองในส่วนควบคุมอารมณ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการแกว่งของอารมณ์รุนแรงผิดปกติได้ - เหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจรุนแรง
เหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางจิตใจอย่างรุนแรง เช่น การสูญเสียคนที่รัก การเลิกรา ความผิดหวัง การถูกทำร้าย หรือการถูกกระทำทารุณในวัยเด็ก สามารถกระตุ้นการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องและเป็นตัวเร่งให้อาการไบโพลาร์ปรากฏชัดเจนขึ้น - ความเครียดสะสม
ภาวะเครียดเรื้อรัง ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล มากเกินไป ซึ่งรบกวนการทำงานของสารเคมีในสมองและระบบประสาท นำไปสู่ความไม่สมดุลและกระตุ้นอาการของโรค - การอดนอน
การนอนไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาการนอนเรื้อรัง ที่รบกวนนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย (Circadian rhythm) มีความสำคัญต่อการควบคุมอารมณ์ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการกระตุ้นอาการไบโพลาร์ - โรคทางกาย
โรคบางชนิด โดยเฉพาะความผิดปกติของไทรอยด์ฮอร์โมน สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายไบโพลาร์หรือกระตุ้นอาการในผู้ที่มีความเสี่ยง เนื่องจากฮอร์โมนไทรอยด์มีบทบาทสำคัญต่อระบบประสาทและการควบคุมอารมณ์ - ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
ในผู้หญิงบางราย การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนอย่างฉับพลันหลังคลอดบุตร ประกอบกับความเครียดและการอดนอน อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการไบโพลาร์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมอยู่แต่เดิม
4 ประเภทของไบโพลาร์
โรคไบโพลาร์แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก โดยแต่ละประเภทมีลักษณะอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. โรคไบโพลาร์ชนิดที่ 1 (Bipolar I disorder)
ลักษณะเด่น : มีอาการเมเนีย (Mania) รุนแรง
- เกิดอาการเมเนียอย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งอาการรุนแรงและกินเวลาอย่างน้อย 7 วัน หรือรุนแรงถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล
- ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีทั้งช่วงอารมณ์สูง (เมเนีย) และอารมณ์ต่ำ (ซึมเศร้า) แต่การวินิจฉัยไม่จำเป็นต้องมีอาการซึมเศร้าก็ได้
- อาจพบภาวะอารมณ์แบบผสม (เกิดอาการทั้งเมเนียและซึมเศร้าพร้อมกัน)
2. โรคไบโพลาร์ชนิดที่ 2 (Bipolar II disorder)
ลักษณะเด่น : มีอาการซึมเศร้ารุนแรงและอาการไฮโพเมเนีย (Hypomania)
- ไม่เคยมีอาการเมเนียเต็มรูปแบบ มีเพียงอาการไฮโพเมเนีย ซึ่งเป็นอาการคล้ายเมเนียแต่รุนแรงน้อยกว่า
- มีอาการซึมเศร้าเป็นหลัก และมักเป็นภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง
- แม้อาการอารมณ์สูงจะไม่รุนแรงเท่าชนิดที่ 1 แต่มักส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตมากกว่า เพราะมีภาวะซึมเศร้าบ่อยและยาวนานกว่า
3. โรคไซโคลไทเมีย (Cyclothymic disorder)
ลักษณะเด่น : มีอารมณ์ขึ้นลงเรื้อรัง แต่ความรุนแรงน้อย
- มีอารมณ์ไม่มั่นคงเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี
- สลับระหว่างอาการไฮโพเมเนียและซึมเศร้าเล็กน้อย ไม่รุนแรงพอจะเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยไบโพลาร์ชนิดที่ 1 หรือ 2
- มีช่วงเวลาที่อารมณ์ปกติสั้น ๆ ไม่เกิน 8 สัปดาห์
4. โรคไบโพลาร์แบบที่ระบุได้และแบบที่ระบุไม่ได้อื่น ๆ
ลักษณะเด่น : ไม่เข้าเกณฑ์ 3 ประเภทข้างต้นแต่มีอาการผิดปกติชัดเจน
- มีอาการอารมณ์สูงผิดปกติที่มีนัยสำคัญทางคลินิก
- อาการไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของไบโพลาร์ชนิดที่ 1, 2 หรือไซโคลไทเมีย
- อาจเป็นกรณีที่มีอาการไม่ครบถ้วนตามเกณฑ์ หรือมีลักษณะพิเศษที่ไม่ตรงกับประเภทหลัก
การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์ มีวิธีการอย่างไร ?
การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์ เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบจากจิตแพทย์ โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
1. การซักประวัติอย่างละเอียด
- ซักประวัติสุขภาพทั่วไปและสุขภาพจิต
- สอบถามประวัติครอบครัว โดยเฉพาะประวัติโรคทางจิตเวช
- ตรวจสอบโรคประจำตัว ประวัติการใช้ยา และประวัติการใช้สารเสพติด
- รวบรวมข้อมูลจากบุคคลในครอบครัว ผู้ใกล้ชิด และเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้ได้ภาพรวมของพฤติกรรมและอารมณ์ของผู้ป่วย
2. การตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ตรวจประเมินร่างกายเบื้องต้น เพื่อค้นหาความผิดปกติทางกายที่อาจส่งผลต่ออารมณ์
- ตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อคัดกรองโรคทางกายที่อาจมีอาการคล้ายไบโพลาร์ เช่น โรคไทรอยด์ หรือการใช้สารเสพติด
3. การประเมินทางจิตเวช
- จิตแพทย์ทำการประเมินสภาพจิตโดยละเอียด
- สังเกตพฤติกรรม ลักษณะการพูด อารมณ์ และความคิด
- ประเมินตามเกณฑ์การวินิจฉัยมาตรฐาน เช่น DSM-5 หรือ ICD-10
4. การติดตามและบันทึกอาการ
- ให้ผู้ป่วยหรือญาติบันทึกการขึ้น-ลงของอารมณ์ในแต่ละวัน บันทึกรูปแบบการนอน การรับประทานอาหาร ระดับพลังงาน และพฤติกรรมอื่น ๆ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ เพื่อนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
วิธีการรักษาโรคไบโพลาร์
1. การรักษาด้วยยา
การใช้ยาเป็นพื้นฐานสำคัญของการรักษาโรคไบโพลาร์ โดยจิตแพทย์อาจจะพิจารณาให้ยาปรับอารมณ์ ยารักษาโรคทางจิต หรือในบางกรณีอาจใช้ยาต้านซึมเศร้าร่วมกับยาปรับอารมณ์ ทั้งนี้เพื่อควบคุมอาการทั้งในช่วงอารมณ์สูงและช่วงซึมเศร้า
2. จิตบำบัด
การทำจิตบำบัดหรือการพูดคุยกับผู้ชำนาญการด้านสุขภาพจิต ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจโรคและเรียนรู้ทักษะในการจัดการกับอาการ โดยมีหลายรูปแบบ เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับโรค การบำบัดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การบำบัดแบบครอบครัว และการบำบัดความคิดและพฤติกรรม ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมที่เป็นปัญหา
3. การจัดการตนเอง
ผู้ป่วยสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับโรคและสังเกตอาการของตนเอง เพื่อระบุสัญญาณเตือนเมื่อเริ่มมีอาการกำเริบ รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้อาการแย่ลง โดยการจดบันทึกอารมณ์ประจำวันและการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอเป็นส่วนสำคัญของการจัดการตนเอง
4. การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
การออกกำลังกายเป็นประจำ การฝึกโยคะ การทำสมาธิ และการรักษาจังหวะการนอนที่ต่อเนื่อง มีส่วนช่วยอย่างมากในการควบคุมอาการและเพิ่มคุณภาพชีวิต
5. การรักษาอื่น ๆ
ในกรณีที่อาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น อาจมีการพิจารณารักษาด้วยไฟฟ้า (ECT) ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมอาการอย่างรวดเร็วและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น

สำหรับผู้ที่มีอาการไบโพลาร์ หรือสงสัยว่ามีปัญหาสุขภาพจิต อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ เพราะการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมคือก้าวแรกสู่การฟื้นฟูและการกลับมามีชีวิตที่มีคุณภาพ ที่ Bangkok Mental Health Hospital (BMHH) โรงพยาบาลจิตเวชในเครือโรงพยาบาลเวชธานี เราพร้อมอยู่เคียงข้างผู้ป่วยในทุกสถานการณ์ด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพที่มากประสบการณ์ นอกจากนี้ เรายังมุ่งมั่นดูแล บำบัด และรักษาสุขภาพจิตอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในรูปแบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยใช้เครื่องมือทันสมัยและกิจกรรมบำบัดที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง
นัดหมายเข้าพบจิตแพทย์และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โทรศัพท์: 02-589-1889
LINE Official Account: @bmhh
บทความที่เกี่ยวข้อง

ชนิดของโรคซึมเศร้า รู้เท่าทัน รับมือถูกวิธี
โรคซึมเศร้า อาการป่วยทางใจที่ไม่ใช่เพียงแค่มีความรู้สึก […]

โรคแพนิคคืออะไร ? มีวิธีบรรเทาอาการอย่างไรบ้าง
โรคแพนิค (Panic Disorder) เป็นหนึ่งในโรคทางจิตเวชที่ปรา […]

ลูกไม่ตั้งใจเรียน เหตุเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน
คุณพ่อคุณแม่ย่อมคาดหวังให้ลูกตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และมี […]
Talk to Doctor
Call Us
Line BMHH