โรคแพนิค (Panic Disorder)
เมื่อโรคจิตเวชกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว รวมถึงได้รับการพูดถึงกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำว่าอาการแพนิค (Panic Disorder) ผ่านหูกันมาบ้าง หากแปลแบบตรงตัว หมายถึงอาการตื่นตระหนกหรือตกใจมากผิดปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้มีรายละเอียดที่มากกว่านั้น ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ก็อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้ โดยโรคแพนิค มีอาการ และสาเหตุที่เป็นลักษณะเฉพาะ หากเข้าใจโรคและเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถรับมือได้
โรคแพนิคคืออะไร?
โรคแพนิค (Panic Disorder) หรือชื่อภาษาไทยคือ โรคตื่นตระหนก จัดอยู่ในกลุ่มโรควิตกกังวล เป็นภาวะที่ร่างกายมีความตื่นตระหนก วิตกกังวล ตกใจ หรือกลัวกับสถานการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น รวมถึงสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้ารุนแรงผิดปกติ แม้สถานการณ์เหล่านั้นจะไม่เป็นอันตรายก็ตาม ซึ่งคนเป็นแพนิคอาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและเกิดเป็นพัก ๆ แต่ละครั้งอาจกินเวลานานเป็นชั่วโมง พบมากในกลุ่มผู้ใหญ่ตอนต้น หากอาการรุนแรง อาจส่งผลกระทบถึงการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องการสมาธิ ไม่ว่าจะเป็นการขับรถยนต์ การข้ามถนน การทำงาน ตลอดจนความสามารถในการประกอบอาชีพและการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกเป็นทุกข์ ปลีกตัวออกมาอยู่คนเดียว และโรคแพนิคอาจก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าตามมาได้
โรคแพนิคเกิดจากอะไรบ้าง?
อาการโรคแพนิค เกิดจากหลายสาเหตุ โดยปัจจัยหลักคือการทำงานผิดปกติของสมองส่วนควบคุมความกลัว และสารเคมีในสมองขาดความสมดุล นอกจากนี้ยังเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น
- ความผิดปกติของสารเคมีในสมอง สารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์และความตื่นตัว เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และนอร์เอพิเนฟรีน (Norepinephrine) ขาดความสมดุล ทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติตอบสนองต่อความกลัวไวเกินปกติ
- พันธุกรรม ผู้ที่มีคนในครอบครัวสายตรงป่วยเป็นโรคนี้ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
- ความเครียดสะสม การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือต้องเผชิญกับสภาวะกดดันเรื่องงานและการเงินเป็นเวลานานจนเกิดความเครียดเรื้อรัง
- เหตุการณ์สะเทือนใจในอดีต (Trauma) การสูญเสียคนรักกะทันหัน การประสบอุบัติเหตุ หรือการถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง
- ปัจจัยกระตุ้นภายนอก การใช้สารเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการได้รับสารเคมีบางชนิดที่ส่งผลต่อระบบประสาท
อาการโรคแพนิคที่พบบ่อย
เมื่ออาการแพนิคกำเริบ (Panic Attack) ร่างกายจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรุนแรง โดยระยะเวลาที่มีอาการขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และอาการจะค่อย ๆ ทุเลาลงไปเอง อาการที่พบบ่อย ได้แก่
- ใจสั่น หัวใจเต้นแรงและเร็วมากผิดปกติ
- หายใจไม่อิ่ม หายใจขัด รู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ที่คอ หรืออึดอัดแน่นหน้าอก
- วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด โคลงเคลง คล้ายจะเป็นลม
- มีเหงื่อออกมาก โดยเฉพาะฝ่ามือและฝ่าเท้า
- ตัวสั่น มือเท้าสั่น รู้สึกชา
- คลื่นไส้ มวนท้อง ท้องไส้ปั่นป่วน
- ร้อนวูบวาบ หนาวสั่น คล้ายคนกำลังจะเป็นไข้
- รู้สึกเหมือนสิ่งรอบตัวผิดเพี้ยนไปจากความจริง ไม่เป็นตัวเอง
- มีความกลัวต่าง ๆ เช่น กลัวว่าจะเสียชีวิต กลัวจะควบคุมตัวเองไม่ได้ กลัวตัวเองจะเสียสติ
โรคอื่นที่มีอาการคล้ายโรคแพนิค
อาการบางอย่าง เช่น ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก หรือเวียนศีรษะ อาจพบได้ในโรคทางกายและโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ในเบื้องต้น แพทย์อาจพิจารณาตรวจร่างกายเพื่อแยกสาเหตุทางกายที่อาจทำให้เกิดอาการ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือการตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ตามความเหมาะสม หากไม่พบความผิดปกติทางกาย แพทย์จะประเมินร่วมกับอาการและประวัติด้านสุขภาพจิตเพื่อประกอบการวินิจฉัย
โรคทางจิตเวชบางชนิดที่อาจมี Panic Attack ร่วมด้วย เช่น
- โรคกลัวเฉพาะอย่าง (Specific Phobia) มีความกลัวอย่างรุนแรงต่อสิ่งของหรือสถานการณ์บางอย่าง เช่น การขึ้นลิฟต์
- โรคกลัวสังคม (Social Anxiety Disorder) มีความวิตกกังวลอย่างมากเมื่อต้องพบปะผู้คนหรืออยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกว่าถูกจับจ้องหรือประเมินจากผู้อื่น
- โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder: OCD) อาจมีความวิตกกังวลรุนแรงจากความคิดหรือความกังวลที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
- โรคเครียดภายหลังเหตุการณ์ร้ายแรง (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD) มีอาการ PTSD เช่น ตื่นตระหนกเมื่อพบสิ่งกระตุ้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เคยกระทบกระเทือนจิตใจ
- โรควิตกกังวลจากการพรากจาก (Separation Anxiety Disorder) อาจมีความกังวลอย่างมากเมื่อต้องแยกจากบุคคลหรือสถานที่ที่รู้สึกปลอดภัย
การรักษาโรคแพนิคอย่างถูกวิธี
สำหรับผู้ที่มีอาการของโรคแพนิค ปัจจุบันสามารถรักษาให้อาการดีขึ้นได้ด้วยยาและการดูแลทางด้านจิตใจ โดยวิธีแก้อาการแพนิคเบื้องต้น มีรายละเอียด ดังนี้
การรักษาด้วยยา
แพทย์จะสั่งยาเพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมองให้กลับมาทำงานปกติ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
- ยากลุ่มออกฤทธิ์ช้า เช่น ยาต้านเศร้ากลุ่ม SSRI (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors) ซึ่งเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ ต้องรับประทานต่อเนื่องทุกวันตามที่แพทย์สั่ง โดยอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่ายาจะออกฤทธิ์เต็มที่
- ยากลุ่มออกฤทธิ์เร็ว เช่น ยาคลายกังวลกลุ่ม Benzodiazepine ใช้เพื่อระงับอาการตื่นตระหนกแบบเฉียบพลัน หรือช่วยให้นอนหลับ ซึ่งจะใช้เพียงระยะสั้น ๆ ภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้น
การดูแลด้านจิตใจ (จิตบำบัด)
การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) เป็นการบำบัดความคิดและปรับพฤติกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ฝึกตอบสนองต่อความกลัวและความตื่นตระหนกอย่างถูกวิธี รวมถึงสร้างความผ่อนคลายให้ตัวเอง ทำใจให้สบาย และค่อย ๆ กล้าออกไปเผชิญกับสถานการณ์ที่เคยหวาดกลัวทีละนิดจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง
การดูแลแบบองค์รวม
นอกจากการใช้ยาและจิตบำบัดแล้ว การให้ความรู้เกี่ยวกับตัวโรคแก่ผู้ป่วยและครอบครัว การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อน รวมถึงการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาการจะกลับมากำเริบซ้ำได้
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วย เมื่ออาการแพนิคกำเริบ
- ตั้งสติและพยายามคิดว่า อาการที่เกิดขึ้นนั้น “ไม่อันตราย” “เดี๋ยวก็หาย” และ “จะไม่ทำให้เสียชีวิต”
- พยายามหายใจเข้าและออกอย่างช้า ๆ ไม่เร่งจังหวะการหายใจ
- ให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แทนการจดจ่อกับความกลัวหรืออาการทางร่างกาย
- หากมีคนที่ไว้ใจอยู่ใกล้ ๆ สามารถบอกให้ช่วยอยู่เป็นเพื่อนได้
คนรอบข้างจะช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างไร
- ไม่ตื่นตระหนกตามผู้ป่วย ไม่มุงดู และพยายามพาผู้ป่วยไปยังพื้นที่ที่สงบ อากาศถ่ายเทสะดวก
- พูดคุยด้วยน้ำเสียงสงบ ไม่ตำหนิหรือบอกว่าเป็นเรื่องที่คิดไปเอง
- รับฟังและยอมรับว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญจริง
- ให้ผู้ป่วยค่อย ๆ หายใจเข้าและออกช้า ๆ โดยไม่กดดัน
- หากมีอาการผิดปกติรุนแรงหรือสงสัยว่าอาจเป็นภาวะทางกายอื่น ควรพาไปพบแพทย์
การดูแลตนเองและติดตามหลังการรักษา
นอกจากการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว การดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยให้รับมือกับอาการและปัจจัยกระตุ้นได้ดีขึ้น
- รับประทานยาตามคำแนะนำและไม่หยุดยาเอง
- เข้าพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการ
- สังเกตปัจจัยที่อาจกระตุ้นอาการและหลีกเลี่ยงเท่าที่ทำได้
- ลดหรืองดสารที่อาจกระตุ้นอาการ เช่น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ และสารเสพติด
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ
- ฝึกการหายใจ การทำสมาธิ หรือเทคนิคผ่อนคลายที่เหมาะกับตนเอง
แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว การติดตามการรักษายังคงมีความสำคัญ เพราะแพทย์สามารถประเมินความเปลี่ยนแปลงของอาการและปรับแนวทางการดูแลให้เหมาะสมได้
มีอาการแพนิค วิตกกังวล ตกใจง่าย กลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคแพนิค ต้องการทำแบบทดสอบจิตเวชเพิ่มเติม หรืออยากปรึกษาปัญหาด้านจิตใจ จิตแพทย์มากประสบการณ์ของโรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ ยินดีให้คำปรึกษาและแนะนำวิธีรักษาโรคแพนิคด้วยตัวเอง โดยเรามีทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีประสบการณ์สูง ช่วยดูแลสุขภาพใจของคุณได้ในระยะยาว พร้อมให้บริการทุกวัน นัดหมายและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม LINE Official Account: @bmhh หรือโทร 02-589-1889 เวลา 8.00-20.00 น
โดยทีม จิตแพทย์
โรงพยาบาลแบงค็อกเมนทัล เฮลท์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โรคแพนิครักษาหายไหม
สามารถรักษาให้อาการสงบลงจนผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยใช้ยาและการทำจิตบำบัดร่วมกัน
ถ้ามีอาการคล้ายแพนิค ควรไปตรวจหัวใจก่อน หรือไปพบจิตแพทย์เลย
หากเป็นการเกิดอาการครั้งแรก แนะนำให้ไปพบอายุรแพทย์หรือแพทย์โรคหัวใจเพื่อตรวจเช็กความผิดปกติทางร่างกายก่อน หากผลตรวจร่างกายออกมาปกติทุกอย่าง แต่ยังมีอาการหน้ามืด ใจสั่น หายใจไม่อิ่มเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จึงควรมาพบจิตแพทย์เพื่อประเมินต่อไป
โรคแพนิคอันตรายถึงชีวิตไหม
อาการแพนิคไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่สามารถส่งผลต่อคุณภาพชีวิต หากไม่ได้รับการรักษา
Talk to Doctor
Call Us
Line BMHH