ไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) โรคอารมณ์สองขั้วที่ต้องเข้าใจและรับมือ
ในชีวิตประจำวัน การที่เราจะรู้สึกสุข เศร้า หรือหงุดหงิดบ้างตามสถานการณ์ นับเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่เมื่อใดก็ตามที่อารมณ์เหล่านั้นเกิดการแกว่งตัวอย่างรุนแรงและไร้เหตุผล จากที่เคยร่าเริงคึกคักมีพลังล้นเหลือ กลับดิ่งลึกสู่ความเศร้าหมองและสิ้นหวังอย่างหนัก จนเริ่มส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ การทำงาน และการดำเนินชีวิต สภาพอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดขั้วและยากที่จะควบคุมนี้ อาจไม่ใช่แค่อาการอารมณ์แปรปรวนทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติทางจิตใจที่เรียกว่า “โรคไบโพลาร์” (Bipolar Disorder)
ไบโพลาร์ คืออะไร
โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นอาการหนึ่งทางโรคจิตเวชที่เกิดจากความผิดปกติทางอารมณ์ (Mood Disorder) ตามระบบการวินิจฉัยโรค โดยจะมีช่วงอารมณ์สุดขั้วแบบร่าเริง (Mania / Hypomania) และซึมเศร้าสลับ (Depression) กัน ซึ่งผู้ป่วยโรคไบโพลาร์จะประสบปัญหาจากอาการของโรค ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และความสามารถในการทำงาน
ไบโพลาร์มีกี่ประเภท
- Bipolar I Disorder ลักษณะอารมณ์ดี (Mania) หรือก้าวร้าวรุนแรงแบบสุดโต่ง สลับกับกลุ่มซึมเศร้า (Depression) รุนแรง
- Bipolar II Disorder ลักษณะของกลุ่มซึมเศร้า (Depression) ร่วมกับกลุ่มอาการก้าวร้าว หรืออารมณ์ดีแบบไม่รุนแรง ซึ่งไม่มีอาการของกลุ่มอารมณ์สุดโต่งเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยช่วงเวลาซึมเศร้า และช่วงอารมณ์ทางบวกจะอยู่ไม่นาน ใช้เวลามากสุดเป็นหลักวัน จากนั้นอารมณ์จะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
- Cyclothymic Disorder โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วแบบไซโคลไทมิก มีลักษณะอาการทางบวกแบบไม่สุดโต่ง ผสมกับอาการซึมเศร้าแบบอ่อน ๆ โดยอาการของอารมณ์มักไม่คงที่ และเป็นเรื้อรังไม่ต่ำกว่า 2 ปี
- โรคไบโพลาร์แบบระบุได้และระบุไม่ได้อื่น ๆ (Other Specified and Unspecified Bipolar) โดยเป็นลักษณะอาการที่ไม่เข้าข่ายทั้งสามประเภทด้านบน แต่จะแสดงออกเป็นอารมณ์แปรปรวนแบบผิดปกติ สลับไปมาที่อาจเข้าข่ายว่าเป็นโรคไบโพลาร์ประเภทอื่น ๆ ที่สามารถระบุสาเหตุได้ เช่น การถูกกระตุ้นด้วยสารเสพติด โรคทางสมอง หรือโรคทางอายุรกรรม หรือแบบที่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้
สาเหตุของไบโพลาร์ เกิดจากอะไร
สาเหตุของการเกิดอาการไบโพลาร์ ในเบื้องต้นทางการแพทย์อาจยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุเดียว หรือหลายสาเหตุร่วมกัน แต่สามารถแบ่งออกได้ 6 สาเหตุหลัก ๆ โดยเกิดทั้งจากปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก และพฤติกรรมของแต่ละบคุลล ดังนี้
- ความผิดปกติของการหลั่งสารสื่อประสาทของสมองส่วนหน้า (Neurotransmitters) เช่น สารเซโรโทนิน (Serotonin) สารโดพามีน (Dopamine) สารเมลาโทนิน (Melatonin) สารนอร์อะดรีนาลิน (Noradrenaline หรือสารนอร์อิพิเนฟริน Norepinephrine) ที่ไม่สมดุลกัน ส่งผลทำให้เกิดความผิดปกติในการทำงานของเซลล์สมองในส่วนที่ควบคุมระดับอารมณ์ จนทำให้เกิดภาวะอารมณ์แปรปรวนได้
- พันธุกรรม โดยผู้ป่วยอาจมีประวัติบุคคลในครอบครัวเดียวกันที่ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ หรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ มาก่อน เช่น โรคซึมเศร้า โรคสมาธิสั้น ที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคอารมณ์สองขั้วได้
- ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสีย การเลิกรา หรือความผิดหวัง เสียใจอย่างรุนแรง รวมไปถึงความบอบช้ำทางจิตใจ การถูกทำร้าย จนกลายเป็นอาการเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจแบบเรื้อรัง
- อาการป่วยจากโรคบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไทรอยด์ ที่ทำให้เกิดความผิดปกติทางฮอร์โมน ส่งผลต่อการหลั่งสารสื่อประสาท ทำให้ไม่สามารถจัดการอารมณ์ได้ มีอาการอารมณ์แปรปรวน
- ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คุณแม่หลายท่านอาจเคยเผชิญกับ “ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” ซึ่งฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงหลังคลอด จะส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด และพฤติกรรม ในบางรายอาจทำให้ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ได้
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การอดนอน โหมทำงานหนัก จนเกิดภาวะเครียดสะสม ซึ่งอาจเป็นต้นตอที่ทำให้กลายเป็นโรคทางจิตเวช และโรคไบโพลาร์ได้
ไบโพลาร์ อาการเป็นอย่างไร
อาการไบโพลาร์ในเบื้องต้นจะมีความแตกต่างกันในแต่ละคน โดยจะมี 2 กลุ่มขั้วอารมณ์ที่ใช้แบ่งลักษณะอาการอย่างชัดเจน คือ กลุ่มอารมณ์ดีสุดขั้ว (Mania) และกลุ่มซึมเศร้า (Depression) โดยระยะเวลาในการแสดงอาการของแต่ละขั้วอาจยาวนานหลายวัน หรืออาจยาวนานหลายสัปดาห์ สามารถสังเกตอาการได้ ดังนี้
กลุ่มอารมณ์ดีสุดขั้ว (Mania)
- คึกคัก มีกำลังวังชา
- มีความคิดพรั่งพรู พูดมาก
- หงุดหงิดง่าย
- มีพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง วอกแวกง่าย ในบางครั้งอาจดูคล้ายกับโรคสมาธิสั้น แต่จะเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
- เชื่อมั่นในตัวเองสูง
- ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
- มีอารมณ์ทางเพศสูง
กลุ่มซึมเศร้า (Depression)
- รู้สึกเศร้า ไม่มีความหวัง ไม่มีคุณค่า หรือรู้สึกผิด
- มีปัญหาการนอนหลับ
- ไม่อยากพบใคร ไม่อยากทำอะไร
- พฤติกรรมการกินเปลี่ยน
- คิดช้า ไม่มีสมาธิ
- คิดลบ
- มีความคิดอยากตาย
อาการโรคไบโพลาร์เข้าสู่ “ภาวะฉุกเฉิน” เป็นอย่างไร?
อาการที่แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยกำลังเข้าสู่ภาวะฉุกเฉินจากการป่วยโรคไบโพลาร์ คือ อาการที่มีความคิดอยากตาย ประกอบกับมีอาการทางจิต คล้ายโรคจิตเภทที่รุนแรง เกิดอาการกระสับกระส่ายมาก จนไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แนะนำให้รีบไปพบจิตแพทย์ เพื่อเข้ารับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม
สัญญาณเตือนว่าอาจเป็นไบโพลาร์
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีพฤติกรรมเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรค
- อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสุดขั้ว จากร่าเริงผิดปกติกลายเป็นเศร้าดิ่งอย่างไม่มีเหตุผล
- มีพฤติกรรมเสี่ยงซ้ำ ๆ เช่น ใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินตัว เล่นการพนัน หรือมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม
- เริ่มมีปัญหาในการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแย่ลง
- มีความคิดตัดสินใจหุนหันพลันแล่น ทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด
- มีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือมีความคิดฆ่าตัวตาย
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการเข้าข่ายโรคไบโพลาร์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม เมื่อสังเกตได้ว่ามีอาการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ที่สุขหรือซึมเศร้าคงอยู่นาน ต่างจากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ธรรมดาโดยทั่วไป แนะนำให้พบแพทย์เพื่อรับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม
การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์
การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์ มีขั้นตอนดังนี้
- การซักประวัติ จิตแพทย์จะพูดคุยเพื่อเก็บข้อมูลประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ประวัติความเจ็บป่วยทางจิตเวชของคนในครอบครัว รวมถึงการใช้ยาและสารเสพติด นอกจากนี้ แพทย์อาจขอสัมภาษณ์คนใกล้ชิด ทั้งคนในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว
- การตรวจร่างกายและการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ จิตแพทย์จะทำการตรวจประเมินร่างกายเบื้องต้นร่วมกับการเจาะเลือดหรือตรวจปัสสาวะ เพื่อค้นหาความผิดปกติทางร่างกายที่อาจเป็นสาเหตุของอารมณ์แปรปรวน เช่น ความผิดปกติของฮอร์โมน และเพื่อคัดกรองโรคทางอายุรกรรมอื่น ๆ ออกไป
- การประเมินสภาพจิตใจ เป็นการตรวจประเมินทางจิตเวชและการทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา เพื่อวิเคราะห์รูปแบบความคิด สภาพอารมณ์ และกลไกการรับมือกับปัญหาของผู้ป่วย
- การจดบันทึกและติดตามอารมณ์ ในบางกรณี แพทย์อาจมอบหมายให้ผู้ป่วยกลับไปจดบันทึกการขึ้นลงของอารมณ์ในแต่ละวัน พฤติกรรมการใช้ชีวิต และรูปแบบการนอนหลับ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการวินิจฉัย และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการรักษา
การรักษาโรคไบโพลาร์
โรคไบโพลาร์จำเป็นต้องอาศัยการรักษาแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ทีมสหสาขาวิชาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือ “ครอบครัว” โดยเป้าหมายหลักคือการทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ซึ่งมีวิธีการรักษาที่หลากหลายและครอบคลุม ดังนี้
1. การรักษาด้วยยา (Medications)
เนื่องจากไบโพลาร์เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท แพทย์จะพิจารณาสั่งยากลุ่มปรับอารมณ์ให้คงที่ (Mood Stabilizers) ยาต้านอาการทางจิต (Antipsychotics) หรือยาต้านเศร้า (Antidepressants) ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
ข้อควรระวัง ยาอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์จึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ผู้ป่วย ห้ามหยุดยาหรือปรับขนาดยาเองเด็ดขาด แม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบซ้ำหรือรุนแรงกว่าเดิม
2. การทำจิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม (Psychotherapy)
การใช้ยาควบคู่กับการทำจิตบำบัดจะช่วยให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด โดยแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ เช่น
- การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive behavioral therapy: CBT) มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดอัตโนมัติในแง่ลบ ให้กลายเป็นความคิดเชิงบวก และเรียนรู้วิธีรับมือกับความเครียดอย่างเหมาะสม
- การบำบัดด้วยการจัดจังหวะชีวิตและสัมพันธภาพ (Interpersonal and social rhythm therapy: IPSRT) เน้นการปรับกิจวัตรประจำวันให้เป็นระเบียบ เช่น เวลานอน เวลาตื่น เวลารับประทานอาหาร เพื่อให้นาฬิกาชีวิตคงที่ ซึ่งส่งผลดีต่อความมั่นคงทางอารมณ์ รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้อื่น
- โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษา (Psychoeducation) การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับตัวโรค เพื่อให้ผู้ป่วยรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง สังเกตสัญญาณเตือนก่อนอาการกำเริบ และสามารถจัดการกับพฤติกรรมของตนเองได้
- ครอบครัวบำบัด (Family-Focused Therapy: FFT) การให้สมาชิกในครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการบำบัด เพื่อลดความตึงเครียดภายในบ้าน สร้างความเข้าใจ และเรียนรู้วิธีดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง
3. การรักษาทางการแพทย์เฉพาะทางและกรณีฉุกเฉิน
ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยา หรือมีอาการรุนแรงขั้นวิกฤต แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติม ได้แก่
- การรักษาด้วยไฟฟ้า (Electroconvulsive Therapy: ECT) การใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณต่ำกระตุ้นสมองเพื่อปรับการทำงานของสารสื่อประสาท มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยดื้อยา มีอาการรุนแรง หรือมีความคิดอยากฆ่าตัวตายสูง
- การรักษาด้วยยาคีตามีน (Ketamine Treatment) การให้ยาผ่านทางหลอดเลือดดำในปริมาณต่ำ เพื่อต้านอาการซึมเศร้าชนิดเฉียบพลันรุนแรง และช่วยลดความคิดอยากทำร้ายตนเองได้อย่างรวดเร็ว
- การรักษาไทรอยด์ (Thyroid Medications) หากพบว่าความผิดปกติของอารมณ์มีต้นตอมาจากฮอร์โมนไทรอยด์ แพทย์จะให้ยาปรับสมดุลฮอร์โมนร่วมด้วย
4. การบำบัดฟื้นฟูและการดูแลอย่างใกล้ชิด
- การบำบัดสารเสพติด (Rehabilitation) หากผู้ป่วยมีปัญหาการติดสุราหรือสารเสพติดร่วมด้วย จำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดให้เลิกขาดก่อน เพื่อให้การรักษโรคไบโพลาร์ราบรื่น
- การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (Hospitalization) หากผู้ป่วยอยู่ในระยะที่มีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายจากความขาดสติ แพทย์จะแนะนำให้แอดมิทเป็นผู้ป่วยใน เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ที่ปลอดภัยสูงสุด จนกว่าสภาวะทางอารมณ์จะกลับมาสงบและคงที่
การดูแลตัวเองเบื้องต้น
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- จดบันทึกอารมณ์ตัวเองทุกวัน เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลง
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและเป็นเวลา
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และสารเสพติด
- พยายามทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นระบบ
การป้องกันโรคไบโพลาร์
แม้จะยังไม่มีวิธีป้องกันโรคไบโพลาร์ได้อย่างเด็ดขาด แต่การดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง สามารถช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการกำเริบของโรคได้
- หมั่นสำรวจอารมณ์และความเครียดของตนเอง
- หาวิธีผ่อนคลายความเครียด เช่น ออกกำลังกาย ทำสมาธิ หรือทำงานอดิเรก
- หากรู้ตัวว่ากำลังเผชิญปัญหาที่เกินรับไหว ให้รีบปรึกษาจิตแพทย์ อย่าปล่อยให้เกิดความเครียดสะสม
- งดการใช้สารเสพติดและแอลกอฮอล์
ไบโพลาร์ รักษาหายไหม
โรคไบโพลาร์สามารถรักษาให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แม้จะอาจไม่หายขาด แต่การใช้ยาอย่างต่อเนื่องร่วมกับการดูแลตัวเองที่ดี จะช่วยควบคุมอาการ และลดความถี่ของการกำเริบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือต้องไม่หยุดยาเองแม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม
เข้ารับการบำบัดและรักษาโรคไบโพลาร์ ที่โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์
บำบัดและรักษาอาการไบโพลาร์ได้อย่างอุ่นใจที่ โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ โรงพยาบาลจิตเวชเฉพาะทางในเครือของโรงพยาบาลเวชธานี พร้อมดูแลปัญหาสุขภาพจิต บำบัด และรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยคลินิกเฉพาะทางที่ช่วยดูแลทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ภายใต้การรักษาของทีมสหสาขาวิชาชีพที่มากประสบการณ์ ครบครันด้านเครื่องมือและกิจกรรมบำบัดที่จะทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้มากที่สุด นัดหมายและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-589-1889 เวลา 8.00-20.00 น.
โดยทีมจิตแพทย์
โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์(BMHH)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
“โรคไบโพลาร์” ต่างกับ “โรคซึมเศร้า” หรือไม่
โรคไบโพลาร์กับโรคซึมเศร้า ถือเป็นกลุ่มโรคทางอารมณ์เหมือนกัน (Mood Disorder) แต่มีความแตกต่างกันด้านขั้วอารมณ์ โดยอาการโรคซึมเศร้าจะเป็นอาการในขั้วเดียวคือ “ขั้วเศร้า” ในขณะที่ไบโพลาร์จะมีอาการทั้งขั้วเศร้าและขั้วอารมณ์ดีสุดโต่ง โดยการรักษาทั้งสองโรคจะใช้ยาคนละประเภทกัน อย่างไรก็ตาม หากไม่แน่ใจในอาการของตนเอง หรือมีอาการด้านความวิตกกังวล มีความเครียดสะสม หรือสัญญาณของโรคจิตเวชอื่น ๆ ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
ภาวะแทรกซ้อนของโรคไบโพลาร์เป็นอย่างไร
หากปล่อยไว้ไม่รักษา ผู้ป่วยอาจมีปัญหาสุขภาพทั้งกายและจิตตามมา เช่น ความเสี่ยงในการติดแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด ปัญหาหนี้สินจากการใช้จ่ายเกินตัว ความสัมพันธ์ในครอบครัวแตกหัก เกิดโรควิตกกังวล หรือในกรณีร้ายแรงที่สุดคือการฆ่าตัวตาย
คนเป็นไบโพลาร์สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตแบบคนปกติได้ไหม
สามารถทำได้ หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ผู้ป่วยสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุขได้ตามปกติ
คนใกล้ชิดควรดูแลผู้ป่วยไบโพลาร์อย่างไร
คนใกล้ชิดควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรค รับฟังผู้ป่วยอย่างใจเย็นโดยไม่ตัดสิน คอยดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาตรงเวลา และที่สำคัญคือต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรม หากเห็นว่าผู้ป่วยเริ่มมีอารมณ์แกว่ง หรือพูดถึงการทำร้ายตัวเอง ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที
Talk to Doctor
Call Us
Line BMHH