ไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) โรคอารมณ์สองขั้วที่ต้องเข้าใจและรับมือ

Share

ในชีวิตประจำวัน การที่เราจะรู้สึกสุข เศร้า หรือหงุดหงิดบ้างตามสถานการณ์ นับเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่เมื่อใดก็ตามที่อารมณ์เหล่านั้นเกิดการแกว่งตัวอย่างรุนแรงและไร้เหตุผล จากที่เคยร่าเริงคึกคักมีพลังล้นเหลือ กลับดิ่งลึกสู่ความเศร้าหมองและสิ้นหวังอย่างหนัก จนเริ่มส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ การทำงาน และการดำเนินชีวิต สภาพอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดขั้วและยากที่จะควบคุมนี้ อาจไม่ใช่แค่อาการอารมณ์แปรปรวนทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติทางจิตใจที่เรียกว่า “โรคไบโพลาร์” (Bipolar Disorder)

ไบโพลาร์ คืออะไร

โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นอาการหนึ่งทางโรคจิตเวชที่เกิดจากความผิดปกติทางอารมณ์ (Mood Disorder) ตามระบบการวินิจฉัยโรค โดยจะมีช่วงอารมณ์สุดขั้วแบบร่าเริง (Mania / Hypomania) และซึมเศร้าสลับ (Depression) กัน ซึ่งผู้ป่วยโรคไบโพลาร์จะประสบปัญหาจากอาการของโรค ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และความสามารถในการทำงาน

ไบโพลาร์มีกี่ประเภท

สาเหตุของไบโพลาร์ เกิดจากอะไร

สาเหตุของการเกิดอาการไบโพลาร์ ในเบื้องต้นทางการแพทย์อาจยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุเดียว หรือหลายสาเหตุร่วมกัน แต่สามารถแบ่งออกได้ 6 สาเหตุหลัก ๆ โดยเกิดทั้งจากปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก และพฤติกรรมของแต่ละบคุลล ดังนี้

ไบโพลาร์ อาการเป็นอย่างไร

อาการไบโพลาร์ในเบื้องต้นจะมีความแตกต่างกันในแต่ละคน โดยจะมี 2 กลุ่มขั้วอารมณ์ที่ใช้แบ่งลักษณะอาการอย่างชัดเจน คือ กลุ่มอารมณ์ดีสุดขั้ว (Mania) และกลุ่มซึมเศร้า (Depression) โดยระยะเวลาในการแสดงอาการของแต่ละขั้วอาจยาวนานหลายวัน หรืออาจยาวนานหลายสัปดาห์ สามารถสังเกตอาการได้ ดังนี้

กลุ่มอารมณ์ดีสุดขั้ว (Mania)

กลุ่มซึมเศร้า (Depression)

อาการโรคไบโพลาร์เข้าสู่ “ภาวะฉุกเฉิน” เป็นอย่างไร?

อาการที่แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยกำลังเข้าสู่ภาวะฉุกเฉินจากการป่วยโรคไบโพลาร์ คือ อาการที่มีความคิดอยากตาย ประกอบกับมีอาการทางจิต คล้ายโรคจิตเภทที่รุนแรง เกิดอาการกระสับกระส่ายมาก จนไม่สามารถดูแลตัวเองได้ แนะนำให้รีบไปพบจิตแพทย์ เพื่อเข้ารับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม

สัญญาณเตือนว่าอาจเป็นไบโพลาร์

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีพฤติกรรมเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรค

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการเข้าข่ายโรคไบโพลาร์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม เมื่อสังเกตได้ว่ามีอาการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ที่สุขหรือซึมเศร้าคงอยู่นาน ต่างจากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ธรรมดาโดยทั่วไป แนะนำให้พบแพทย์เพื่อรับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม

การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์

การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์ มีขั้นตอนดังนี้

การรักษาโรคไบโพลาร์

โรคไบโพลาร์จำเป็นต้องอาศัยการรักษาแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ทีมสหสาขาวิชาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือ “ครอบครัว” โดยเป้าหมายหลักคือการทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ซึ่งมีวิธีการรักษาที่หลากหลายและครอบคลุม ดังนี้

1. การรักษาด้วยยา (Medications)

เนื่องจากไบโพลาร์เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท แพทย์จะพิจารณาสั่งยากลุ่มปรับอารมณ์ให้คงที่ (Mood Stabilizers) ยาต้านอาการทางจิต (Antipsychotics) หรือยาต้านเศร้า (Antidepressants) ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

ข้อควรระวัง ยาอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์จึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ผู้ป่วย ห้ามหยุดยาหรือปรับขนาดยาเองเด็ดขาด แม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบซ้ำหรือรุนแรงกว่าเดิม

2. การทำจิตบำบัดและการปรับพฤติกรรม (Psychotherapy)

การใช้ยาควบคู่กับการทำจิตบำบัดจะช่วยให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด โดยแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ เช่น

3. การรักษาทางการแพทย์เฉพาะทางและกรณีฉุกเฉิน

ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยา หรือมีอาการรุนแรงขั้นวิกฤต แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติม ได้แก่

4. การบำบัดฟื้นฟูและการดูแลอย่างใกล้ชิด

การดูแลตัวเองเบื้องต้น

การป้องกันโรคไบโพลาร์

แม้จะยังไม่มีวิธีป้องกันโรคไบโพลาร์ได้อย่างเด็ดขาด แต่การดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง สามารถช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการกำเริบของโรคได้

ไบโพลาร์ รักษาหายไหม

โรคไบโพลาร์สามารถรักษาให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แม้จะอาจไม่หายขาด แต่การใช้ยาอย่างต่อเนื่องร่วมกับการดูแลตัวเองที่ดี จะช่วยควบคุมอาการ และลดความถี่ของการกำเริบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือต้องไม่หยุดยาเองแม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม

เข้ารับการบำบัดและรักษาโรคไบโพลาร์ ที่โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์

บำบัดและรักษาอาการไบโพลาร์ได้อย่างอุ่นใจที่ โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ โรงพยาบาลจิตเวชเฉพาะทางในเครือของโรงพยาบาลเวชธานี พร้อมดูแลปัญหาสุขภาพจิต บำบัด และรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยคลินิกเฉพาะทางที่ช่วยดูแลทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ภายใต้การรักษาของทีมสหสาขาวิชาชีพที่มากประสบการณ์ ครบครันด้านเครื่องมือและกิจกรรมบำบัดที่จะทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้มากที่สุด นัดหมายและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-589-1889 เวลา 8.00-20.00 น.

โดยทีมจิตแพทย์

โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์(BMHH)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

“โรคไบโพลาร์” ต่างกับ “โรคซึมเศร้า” หรือไม่

โรคไบโพลาร์กับโรคซึมเศร้า ถือเป็นกลุ่มโรคทางอารมณ์เหมือนกัน (Mood Disorder) แต่มีความแตกต่างกันด้านขั้วอารมณ์ โดยอาการโรคซึมเศร้าจะเป็นอาการในขั้วเดียวคือ “ขั้วเศร้า” ในขณะที่ไบโพลาร์จะมีอาการทั้งขั้วเศร้าและขั้วอารมณ์ดีสุดโต่ง โดยการรักษาทั้งสองโรคจะใช้ยาคนละประเภทกัน อย่างไรก็ตาม หากไม่แน่ใจในอาการของตนเอง หรือมีอาการด้านความวิตกกังวล มีความเครียดสะสม หรือสัญญาณของโรคจิตเวชอื่น ๆ ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไบโพลาร์เป็นอย่างไร

หากปล่อยไว้ไม่รักษา ผู้ป่วยอาจมีปัญหาสุขภาพทั้งกายและจิตตามมา เช่น ความเสี่ยงในการติดแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด ปัญหาหนี้สินจากการใช้จ่ายเกินตัว ความสัมพันธ์ในครอบครัวแตกหัก เกิดโรควิตกกังวล หรือในกรณีร้ายแรงที่สุดคือการฆ่าตัวตาย

คนเป็นไบโพลาร์สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตแบบคนปกติได้ไหม

สามารถทำได้ หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ผู้ป่วยสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุขได้ตามปกติ

คนใกล้ชิดควรดูแลผู้ป่วยไบโพลาร์อย่างไร

คนใกล้ชิดควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรค รับฟังผู้ป่วยอย่างใจเย็นโดยไม่ตัดสิน คอยดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาตรงเวลา และที่สำคัญคือต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรม หากเห็นว่าผู้ป่วยเริ่มมีอารมณ์แกว่ง หรือพูดถึงการทำร้ายตัวเอง ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที