เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราถึงหิวบ่อยทั้งที่เพิ่งทานข้าวอิ่มไปได้ไม่นาน? การเดินวนเวียนเปิดตู้เย็นหาของกินตลอดเวลา อาจถูกมองว่าเป็นเพียงพฤติกรรมติดนิสัยกินจุกจิก แต่ในทางการแพทย์ อาการหิวไม่หยุด กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม ไม่เพียงสัมพันธ์กับโรคทางกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียดสะสม ภาวะซึมเศร้า หรือโรคการกินผิดปกติ (Eating Disorders) บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าความหิวที่ผิดปกติเกิดจากอะไร และจะรับมืออย่างไรให้สุขภาพกลับมาสมดุลอีกครั้ง
หิวบ่อยหิวตลอดเวลา แบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติ
ความหิวเป็นกลไกตามธรรมชาติเมื่อร่างกายต้องการพลังงาน แต่หากคุณมีอาการหิวบ่อยในลักษณะดังต่อไปนี้ อาจเข้าข่ายความผิดปกติที่ควรสังเกตตัวเอง
- เพิ่งกินอิ่มแต่ยังอยากกินต่อ: ทานอาหารมื้อหลักจนหมดแล้ว แต่ภายใน 1-2 ชั่วโมงกลับรู้สึกหิวโหยอีกครั้ง
- กินปริมาณมากแต่ไม่รู้สึกอิ่ม: ควบคุมปริมาณการกินไม่ได้ ทานเยอะกว่าปกติหลายเท่าแต่สมองไม่สั่งการว่าอิ่ม
- หิวจนเกิดอาการทางกาย: หากไม่ได้กินจะมีอาการมือสั่น ใจสั่น หงุดหงิด อารมณ์เสีย หรือเวียนศีรษะ
- น้ำหนักเปลี่ยนแปลงผิดปกติ: น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วควบคุมไม่ได้ หรือในบางรายกินเยอะแต่น้ำหนักกลับลดลงฮวบฮาบ
- ตื่นมากินกลางดึก: มีพฤติกรรมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะความหิว และต้องหาของกินก่อนจึงจะนอนหลับต่อได้
สาเหตุทางร่างกายที่ทำให้รู้สึกหิวบ่อย
ความรู้สึกหิวบ่อยอาจมีต้นเหตุมาจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญและฮอร์โมนในร่างกาย ได้แก่
- ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่: การทานอาหารที่มีแป้งขัดขาวหรือน้ำตาลสูง (เช่น น้ำอัดลม เบเกอรี่) ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งและตกลงอย่างรวดเร็ว ร่างกายจึงส่งสัญญาณเตือนให้หาของหวานเข้าปากอีก
- โรคเบาหวาน: โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ร่างกายขาดอินซูลิน ทำให้เซลล์นำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ ร่างกายจึงเข้าใจผิดว่ากำลังขาดสารอาหารและสั่งให้หิวตลอดเวลา
- ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism): ต่อมไทรอยด์ทำงานหนักเกินไป ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานเร็วผิดปกติ ร่างกายเผาผลาญพลังงานหมดไว จึงต้องการอาหารเพิ่มขึ้น
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ: การนอนน้อยจะไปเพิ่มฮอร์โมนกระตุ้นความหิว เกรลิน(Ghrelin) และลดฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกอิ่ม เลปติน(Leptin) ทำให้ตื่นมาแล้วรู้สึกอยากอาหารมากกว่าปกติ
- ดื่มน้ำน้อยเกินไป: บางครั้งร่างกายแค่ “หิวน้ำ” แต่เราตีความผิดว่า “หิวข้าว”
หิวบ่อยจากปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาที่ซ่อนอยู่

อาการหิวบ่อยไม่ได้เกิดจากร่างกายเพียงอย่างเดียว หลายครั้งต้นเหตุอยู่ที่สภาพจิตใจและเข้าข่ายการป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการกินอย่างชัดเจน
ความเครียดสะสมและฮอร์โมนคอร์ติซอล
เมื่อเราเผชิญกับโรคเครียด หรือความกดดันสะสม ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อว่า “คอร์ติซอล” (Cortisol) ออกมา ฮอร์โมนตัวนี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายโหยหาพลังงานเร่งด่วน โดยเฉพาะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และไขมันสูง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียด (Fight or Flight) จึงไม่แปลกที่เวลาเครียดจัด เราจะอยากกินชานมไข่มุกหรือของทอดมากกว่าปกติ
ภาวะการรับประทานด้วยอารมณ์ หรือ Emotional Eating
ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว มักใช้อาหารเป็นเครื่องมือในการ “ปลอบประโลมจิตใจ” การได้เคี้ยวหรือรับรสหวานจะช่วยให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข (Dopamine) ออกมาชั่วคราว ทำให้หลายคนเสพติดการกินเพื่อหนีจากอารมณ์ด้านลบ กลายเป็นวงจรที่เมื่อรู้สึกแย่ก็จะหิว และเมื่อกินเสร็จก็จะรู้สึกผิดตามมา
โรคกินไม่หยุด หรือ Binge Eating Disorder
โรคกินไม่หยุด หรือ Binge Eating Disorder คือโรคทางจิตเวชที่ผู้ป่วยจะมีอาการหิวบ่อยและกินอาหารปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว แม้จะไม่รู้สึกหิวทางกายเลยก็ตาม ผู้ป่วยจะรู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้ระหว่างที่กิน และมักแอบกินคนเดียวเพราะรู้สึกละอาย หลังกินเสร็จจะตามมาด้วยความรู้สึกขยะแขยงตัวเอง โทษตัวเอง และซึมเศร้าอย่างหนัก ซึ่งต่างจากคนกินจุทั่วไป พฤติกรรมเหล่านี้หากเกิดซ้ำบ่อยเกินควรรีบปรึกษาจิตแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษา
หิวบ่อยส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจอย่างไร
- ผลกระทบทางกาย: เสี่ยงต่อโรคอ้วน ภาวะไขมันพอกตับ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าที่ต้องรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
- ผลกระทบทางจิตใจ: เมื่อรูปร่างเปลี่ยนไป จะนำมาซึ่งความสูญเสียความมั่นใจ รู้สึกด้อยค่า เกลียดรูปร่างตัวเอง ทำให้หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม และอาจพัฒนากลายเป็นโรคซึมเศร้าที่รุนแรงขึ้น
วิธีจัดการกับความหิวบ่อย

การแก้ไขปัญหาหิวบ่อยต้องทำควบคู่กันทั้งการดูแลร่างกายและการจัดการจิตใจ
การปรับพฤติกรรมการกิน
- เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูงและกากใย (ไฟเบอร์) เพื่อให้ย่อยช้าและอิ่มท้องนานขึ้น
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ 8-10 แก้วต่อวัน เมื่อเริ่มรู้สึกหิวระหว่างมื้อ ให้ลองดื่มน้ำเปล่า 1 แก้วก่อน
- ฝึกสติในการกิน (Mindful Eating) เคี้ยวให้ช้าลง โฟกัสกับรสชาติอาหาร และหลีกเลี่ยงการกินไปพร้อมกับการดูทีวีหรือเล่นมือถือ
การจัดการความเครียดในชีวิตประจำวัน
- หากิจกรรมผ่อนคลายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาหาร เช่น ออกกำลังกายเบา ๆ โยคะ ฟังเพลง หรือปลูกต้นไม้
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมง เพื่อให้ฮอร์โมนควบคุมความหิวกลับมาสมดุล
เมื่อไรควรปรึกษาแพทย์
หากพยายามปรับพฤติกรรมการกินแล้ว แต่ยังคงรู้สึกหิวบ่อย จนควบคุมการกินไม่ได้ น้ำหนักตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือสังเกตเห็นว่าความหิวที่เกิดขึ้นนั้นถูกขับเคลื่อนจากอารมณ์เศร้า ความกดดัน และมักจบลงที่ความรู้สึกเกลียดตัวเองหลังกินเสร็จ นี่คือสัญญาณเตือนที่ควรเข้ามาพบจิตแพทย์เพื่อรับการประเมินอย่างละเอียด
อาการเหล่านี้ไม่ใช่ความอ่อนแอหรือการขาดวินัย แต่เป็นสภาวะความเจ็บป่วยทางจิตใจที่แฝงมาในรูปแบบของการกิน ไม่ว่าจะเป็นภาวะการรับประทานตามอารมณ์ (Emotional Eating) โรคกินไม่หยุด (Binge Eating Disorder) ภาวะซึมเศร้า หรือความเครียดสะสมที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้น การปล่อยปัญหาเหล่านี้ทิ้งไว้ นอกจากจะทำลายสุขภาพทางกายแล้ว ยังกัดกินความเคารพรักในตัวเองให้ลดลงไปทุกวัน
จิตแพทย์และนักจิตวิทยา โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) พร้อมดูแลและประเมินสภาวะทางจิตใจอย่างละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการกินผิดปกติ กระบวนการดูแลเริ่มตั้งแต่การประเมินเชิงลึกแบบรายบุคคล เพื่อค้นหาว่าความหิวบ่อยมีจุดเริ่มต้นจากอะไร จากนั้นจึงวางแผนการดูแลที่เหมาะสม เช่น การปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy) การฝึกทักษะจัดการอารมณ์ การสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับการกิน รวมถึงการดูแลทางการแพทย์ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตเวช
แนวทางการดูแลของ BMHH ให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่ปลอดภัยและไม่ตัดสิน เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการสามารถเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการกิน ความเครียด หรือความรู้สึกที่กดทับไว้ได้อย่างสบายใจ เป้าหมายไม่ใช่แค่หยุดอาการหิวบ่อย แต่คือการช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น ฟื้นฟูความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ และกลับมาใช้ชีวิตได้โดยไม่ถูกควบคุมด้วยความอยากอาหารหรืออารมณ์อีกต่อไป
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทําไมถึงตื่นเช้าแล้วหิวมาก
เกิดจากขณะที่เรานอนหลับ ร่างกายจะอดอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ประกอบกับฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) หรือฮอร์โมนกระตุ้นความหิวจะหลั่งออกมาสูงสุดในช่วงเช้า จึงเป็นกลไกธรรมชาติที่สั่งให้เราต้องหาอาหารมารับประทานเพื่อเติมพลังงาน
ทำไมเวลาเครียดถึงอยากรับประทานของหวาน
เมื่อร่างกายมีความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะสั่งสมองให้หาพลังงานที่ย่อยง่ายและดูดซึมเร็วที่สุด ซึ่งก็คือน้ำตาล นอกจากนี้ การกินของหวานยังช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้นชั่วคราว จึงทำให้เราเสพติดการกินของหวานเวลาเครียด
หิวบ่อยตอนกลางคืนเป็นโรคอะไร
หากตื่นมากินกลางดึกเป็นประจำ อาจเข้าข่าย “กลุ่มอาการกินกลางคืน” (Night Eating Syndrome – NES) ซึ่งเกี่ยวข้องกับสภาวะจิตใจ (Eating Disorder) ทั้งความเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล และโรคนอนไม่หลับ
อย่าปล่อยให้ความเครียดสั่งให้หิว ปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อปรับพฤติกรรม
อาการหิวบ่อยที่เกิดจากความผิดปกติทางอารมณ์ (Emotional Eating) หรือโรคกินไม่หยุด (Binge Eating Disorder) คือสภาวะการเจ็บป่วยทางจิตใจที่ต้องการการรักษาที่ถูกต้อง การฝืนอดอาหาร หรือใช้ยาลดน้ำหนักด้วยตัวเองอาจยิ่งทำให้ระบบเผาผลาญพังและอาการทางจิตใจแย่ลง การเข้ามาพบจิตแพทย์เพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุ จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยและยั่งยืนที่สุด
โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) โรงพยาบาลจิตเวชในเครือโรงพยาบาลเวชธานี เข้าใจดีว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “อาหาร” และ “อารมณ์” มีความซับซ้อน จิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิกพร้อมประเมินและดูแลผู้ที่มีปัญหาพฤติกรรมการกินผิดปกติอย่างเข้าใจ โดยมุ่งเน้นการรักษาแบบองค์รวม ผสมผสานการทำจิตบำบัดปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT) ร่วมกับการใช้ยาอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้คุณสามารถรับมือกับความเครียด ปลดล็อกปมในใจ คืนสมดุลการกินที่สุขภาพดีอีกครั้ง
จิตเวชผู้ใหญ่ – โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์
นัดหมายเข้าพบจิตแพทย์และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โทรศัพท์: 02-589-1889
LINE Official Account: @bmhh
บทความที่เกี่ยวข้อง
ไซเบอร์บูลลี่ เมื่อคำพูดบนหน้าจอกลายเป็นบาดแผลทางจิตใจ
การสื่อสารบนโลกออนไลน์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและง่ายดาย แต […]
Cognitive Behavioral Therapy (CBT) จิตบำบัดเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม
สุขภาพจิตที่แข็งแรงเริ่มต้นจาก “ความคิด” ที […]
รู้จักยา Clonazepam ก่อนใช้ ลดความเสี่ยงผลข้างเคียงอันตราย
เมื่อพูดถึงยาคลายกังวลหรือยากันชัก ชื่อของ “ยา Cl […]
Talk to Doctor
Call Us
Line BMHH