
ปัจจุบันทุกคนต้องเผชิญกับความวิตกกังวล ความเครียด จากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การเรียน การสอบ เป็นต้น ซึ่งความกลัวหรือความกังวลเป็นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงของชีวิต โดยในคนปกติความเครียด วิตกกังวลจะหายไปเมื่อเหตุการณ์สิ้นสุดลง แต่เมื่อไหร่ที่ความกังวลนั้นยากต่อการรับมือและเป็นมานานกว่า 6 เดือน อาจทำให้กลายเป็น “โรควิตกกังวล” ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตใจและการใช้ชีวิตประจำวัน
โรควิตกกังวลคืออะไร
โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) คือโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกกังวล กลัว หรือตื่นตระหนกมากเกินกว่าเหตุ จนไม่สามารถควบคุมความคิดและอารมณ์ของตนเองได้ ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มีความรุนแรงและยาวนาน แตกต่างจากความกังวลหรือความเครียดทั่วไปที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว โดยอาจมีอาการทางร่างกายร่วมด้วย เช่น ใจสั่น กระสับกระส่าย กล้ามเนื้อตึง นอนไม่หลับ หรือรู้สึกเหนื่อยง่าย
โรควิตกกังวลมีกี่ประเภท
โรควิตกกังวลสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภท ดังนี้
- โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder) นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder) เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่มีระดับความกังวลที่มากกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง ในหลาย ๆ เรื่อง จนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้ไม่สามารถควบคุมหรือปรับตัวให้รับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้
- โรคแพนิค (Panic Disorder) คือการเกิดความรู้สึกกลัวและตื่นตระหนกอย่างรุนแรงขึ้นมาทันทีทันใดโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน มักมีอาการทางกายร่วมด้วย เช่น ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม รู้สึกเหมือนจะตาย หรือควบคุมตัวเองไม่ได้
- โรคกลัวแบบเฉพาะเจาะจง (Specific Phobia) คือการมีความกลัวอย่างรุนแรงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ เช่น กลัวที่แคบ กลัวความมืด กลัวสุนัข กลัวเลือด หรือกลัวความสูง เมื่อเผชิญหน้าจะเกิดอาการแพนิคได้
- โรคกลัวสังคม (Social Anxiety Disorder) คือ ความวิตกกังวลอย่างรุนแรงเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ทางสังคม กลัวถูกจับจ้อง กลัวถูกวิจารณ์ หรือทำเรื่องน่าอับอาย จนพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คน
- โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder: OCD) คือการมีความคิดซ้ำ ๆ ที่ก่อให้เกิดความกังวล (ย้ำคิด) และต้องแสดงพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ (ย้ำทำ) เพื่อลดความกังวลนั้น เช่น คิดว่าลืมล็อกประตู จึงต้องเดินกลับไปตรวจเช็กหลาย ๆ รอบ
- โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD) คือความผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังจากเผชิญหรือรู้เห็นเหตุการณ์ร้ายแรง เช่น ภัยพิบัติ อุบัติเหตุรุนแรง หรือถูกทำร้าย ผู้ป่วยจะนึกถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำ ๆ ตื่นตระหนกง่าย และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์
โรควิตกกังวลเกิดจากสาเหตุใด
สาเหตุของการเกิดโรควิตกกังวลนั้น มักประกอบด้วยหลายปัจจัย ได้แก่
ปัจจัยทางชีวภาพและพันธุกรรม
- ความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง สารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ เช่น เซโรโทนิน (Serotonin), นอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) และโดปามีน (Dopamine) ทำงานผิดปกติ
- พันธุกรรม หากมีบุคคลในครอบครัวสายตรงป่วยเป็นโรควิตกกังวล จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
- พื้นฐานอารมณ์แต่กำเนิด เช่น ผู้ที่มีนิสัยขี้อาย เก็บตัว ไม่กล้าแสดงความรู้สึก หรือหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยตั้งแต่เด็ก
ปัจจัยทางจิตสังคมและสิ่งแวดล้อม
- การเผชิญกับความ เครียดสะสม การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต ปัญหาการทำงาน ภาระหนี้สิน หรือความกดดันจากสังคม ซึ่งหากปล่อยไว้เรื้อรังอาจนำไปสู่โรคเครียด หรือโรควิตกกังวลได้
- รูปแบบการเลี้ยงดู การเลี้ยงดูที่ปกป้องมากเกินไป การใช้ความรุนแรง หรือการเลียนแบบพฤติกรรมวิตกกังวลจากพ่อแม่
- เหตุการณ์สะเทือนใจในอดีต (Trauma) ประสบการณ์เลวร้ายที่ฝังใจ
อาการของโรควิตกกังวล
- มีความกังวลหลาย ๆ เรื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 6 เดือน
- รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถควบคุมความกังวลหรือความคิดฟุ้งซ่านได้
- ตื่นตระหนก รู้สึกกลัว ไม่สบายใจ
- ควบคุมความคิดตัวเองไม่ได้
- ขาดความมั่นใจในตัวเอง
- นอนไม่หลับ หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ หลับไม่สนิท
- ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว ตึงเครียดตามร่างกาย
- เวียนหัว อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- เหงื่อออกเยอะ ใจสั่น มือสั่น หายใจไม่อิ่ม
- กระสับกระส่าย หงุดหงิดง่าย ขาดสมาธิ ใจลอย
การตรวจวินิจฉัยโรควิตกกังวล
จิตแพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอาการทางอารมณ์ อาการทางกาย ระยะเวลาที่เป็น เหตุการณ์ความเครียดในชีวิต ประวัติความเจ็บป่วยในครอบครัว รวมถึงการใช้ยาและสารเสพติด อาจใช้แบบประเมินสุขภาพจิต เพื่อประกอบการวินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวลประเภทใด และประเมินภาวะอื่น ๆ ที่อาจเกิดร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า
นอกจากนี้ อาจมีการตรวจร่างกายและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อคัดกรองและแยกโรคทางกายอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการคล้ายโรควิตกกังวลออกไป เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคหัวใจ หรือโรคหอบหืด
การรักษาโรควิตกกังวล
การรักษามีทั้งการรักษาด้วยยา และจิตบำบัด โดยขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค
- การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) เป็นรูปแบบจิตบำบัดที่มุ่งช่วยให้ผู้ป่วยสังเกตความคิดและความเชื่อที่อาจทำให้เกิดความกังวล จากนั้นเรียนรู้การปรับมุมมองและพฤติกรรมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
- การรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านเศร้ากลุ่ม SSRI หรือยาคลายความวิตกกังวล ซึ่งยาจะช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมอง และช่วยบรรเทาอาการลง ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิต รับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
การป้องกันโรควิตกกังวล
- หมั่นสังเกตอารมณ์และความรู้สึกของตนเองอยู่เสมอ หากรู้ตัวว่าเริ่มเครียด ควรหาวิธีจัดการทันที
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด ซึ่งอาจกระตุ้นให้วิตกกังวลกว่าเดิมได้
- หลีกเลี่ยงความเครียด พยายามทำจิตใจให้ผ่อนคลายด้วยการฝึกลมหายใจ หรือทำกิจกรรม งานอดิเรกที่จะช่วยลดหรือเบี่ยงเบนจากความเครียด
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ให้สมองได้พักฟื้น
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดฮอร์โมนความเครียดและหลั่งสารความสุข
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้ครบ 5 หมู่
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โรควิตกกังวลรักษาหายขาดได้หรือไม่
โรควิตกกังวลสามารถรักษาจนหายขาดและผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตามปกติ หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและต่อเนื่อง ทั้งการปรับความคิดและพฤติกรรม ควบคู่กับการใช้ยาตามคำแนะนำของจิตแพทย์
ปล่อยโรควิตกกังวลไว้ ไม่รักษาได้ไหม หายเองได้หรือเปล่า
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการรักษา อาการมักจะรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อร่างกาย หน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ และอาจนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงกว่า เช่น การพึ่งพาสารเสพติด แอลกอฮอล์ หรือเกิดโรคซึมเศร้าแทรกซ้อนจนมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองได้
แพนิคกับวิตกกังวลทั่วไปต่างกันอย่างไร
โรคแพนิคมักเกิดความกลัวหรือตื่นตระหนกขึ้นอย่างฉับพลัน อาการรุนแรงและเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ เช่น ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หรือกลัวว่าจะเป็นอันตราย ส่วนโรควิตกกังวลทั่วไปมักเป็นความกังวลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหรือมากเกินไปเกี่ยวกับหลายเรื่องในชีวิต จนควบคุมความคิดได้ยากและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
หากป่วยเป็นโรควิตกกังวล สามารถตั้งครรภ์ได้ไหม
สามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ แต่ควรแจ้งและปรึกษาจิตแพทย์ก่อนวางแผนตั้งครรภ์ เนื่องจากยาบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาปรับลดขนาดยา เปลี่ยนชนิดยา หรือเน้นการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัดและพฤติกรรมบำบัดแทนในช่วงตั้งครรภ์
โรควิตกกังวลจัดการได้ ปรึกษาจิตแพทย์เพื่อดูแลสุขภาพใจตั้งแต่วันนี้
โรควิตกกังวลไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอหรือการคิดไปเอง แต่เป็นความเจ็บป่วยทางจิตใจที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายและการใช้ชีวิต ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง การพยายามแบกรับความเครียดและความกังวลไว้เพียงลำพังอาจยิ่งทำให้อาการแย่ลงและบั่นทอนความสุขในแต่ละวัน หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับความกังวลที่ยากจะควบคุม การเปิดใจและเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์คือทางออกที่จะช่วยให้คุณเข้าใจต้นตอของปัญหาและเรียนรู้วิธีรับมือได้อย่างตรงจุด
โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) โรงพยาบาลจิตเวชในเครือโรงพยาบาลเวชธานี พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพจิตในบรรยากาศที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว โดยทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิกที่พร้อมรับฟังและให้คำปรึกษาอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและจัดการกับความกังวล พร้อมกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
บทความโดย
นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์
จิตเวชผู้ใหญ่
จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital
นัดหมายเข้าพบจิตแพทย์และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โทรศัพท์: 02-589-1889
LINE Official Account: @bmhh
Location: https://maps.app.goo.gl/MCKXwQMK1mCshWKdA
บทความที่เกี่ยวข้อง
หิวบ่อยหิวตลอดเวลา ป่วยกายหรือป่วยใจ รู้สาเหตุและวิธีรับมือ
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราถึงหิวบ่อยทั้งที่เพิ่งทานข้าวอิ่ม […]
ไซเบอร์บูลลี่ เมื่อคำพูดบนหน้าจอกลายเป็นบาดแผลทางจิตใจ
การสื่อสารบนโลกออนไลน์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและง่ายดาย แต […]
Cognitive Behavioral Therapy (CBT) จิตบำบัดเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม
สุขภาพจิตที่แข็งแรงเริ่มต้นจาก “ความคิด” ที […]
Talk to Doctor
Call Us
Line BMHH