
การลักเล็กขโมยน้อย เป็นพฤติกรรมที่ใครเจอก็ต้องส่ายหัว เพราะต้องคอยระแวงข้าวของของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แต่ในทางจิตเวชมีอยู่ 1 โรคที่ผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมขโมยของ เรียกว่าโรคชอบขโมย (Kleptomania)
โรคชอบขโมยของ (Kleptomania) คืออะไร
โรคชอบขโมย หรือ Kleptomania คือโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยจะมีความต้องการขโมยสิ่งของอย่างรุนแรง แม้ว่าสิ่งของนั้นจะไม่มีประโยชน์หรือมูลค่ามากนักก็ตาม พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการทางวัตถุหรือปัญหาทางการเงิน แต่เป็นผลมาจากความผิดปกติทางสมองที่ทำให้ควบคุมแรงกระตุ้นไม่ได้ โดยหลังจากขโมยแล้ว ผู้ป่วยมักจะรู้สึกเสียใจในภายหลัง แต่ก็ยังคงทำพฤติกรรมนี้ซ้ำ ๆ
โรคชอบขโมยของ สาเหตุเกิดจากอะไร
โรคชอบขโมยมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบสารเคมีในสมองที่ส่งผลต่อการควบคุมแรงกระตุ้น ทำให้ผู้ป่วยยับยั้งพฤติกรรมของตนเองได้ยาก ปัจจัยทางพันธุกรรมและรูปแบบการเลี้ยงดูในวัยเด็กก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน อีกทั้งโรคดังกล่าวมักพบร่วมกับปัญหาสุขภาพจิตอื่น เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และโรคย้ำคิดย้ำทำ ซึ่งยิ่งทำให้อาการซับซ้อนมากขึ้น
อาการของโรคชอบขโมยของ
ผู้ที่เป็น Kleptomaniac หรือผู้ป่วยโรคชอบขโมยของ มีอาการที่สังเกตได้ มีดังนี้
- ความคิดหมกมุ่น ผู้ป่วยมักมีความคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับการขโมยอยู่ตลอดเวลา
- ความตึงเครียด ก่อนการขโมย ผู้ป่วยอาจรู้สึกตึงเครียดและกระวนกระวาย
- ความรู้สึกโล่งใจ หลังจากขโมยแล้ว ผู้ป่วยจะรู้สึกโล่งใจและพึงพอใจชั่วคราว
- ความรู้สึกผิดและเสียใจ หลังจากความรู้สึกโล่งใจผ่านไป ผู้ป่วยจะรู้สึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่ทำไป
โรคชอบขโมยแตกต่างจากการขโมยทั่วไปอย่างไร
ในขณะที่ขโมยทั่วไปทำเพื่อทรัพย์สินเงินทอง แต่ผู้ป่วยโรคชอบขโมยทำไปเพื่อตอบสนองความต้องการทางจิตใจ โดยมีจุดสังเกตความแตกต่างที่ชัดเจน ดังนี้
- แรงจูงใจในการขโมย การขโมยทั่วไปมักทำเพื่อหวังผลประโยชน์ ต้องการทรัพย์สิน หรือนำไปขายต่อ แต่ผู้ป่วยโรคชอบขโมยจะทำเพื่อระบายความอัดอั้น ลดความวิตกกังวล และสร้างความรู้สึกผ่อนคลายหรือพึงพอใจชั่วคราวให้กับตัวเองเท่านั้น
- การวางแผนล่วงหน้า ขโมยทั่วไปมักมีการวางแผน ดูลาดเลา หรือเตรียมการมาอย่างดี แต่ผู้ป่วยโรคนี้มักลงมือทำแบบปุบปับ โดยขาดการยับยั้งชั่งใจ
- มูลค่าของสิ่งของ ขโมยทั่วไปมักเลือกของมีค่าหรือของที่ตนเองต้องการ แต่ผู้ป่วยมักขโมยของที่ไม่มีค่า ไม่จำเป็น หรือเป็นของที่พวกเขามีกำลังซื้อได้สบาย ๆ อยู่แล้ว
- การจัดการกับของที่ขโมย ขโมยทั่วไปจะนำไปใช้หรือขาย แต่ผู้ป่วยมักจะนำของไปซ่อน เก็บสะสมไว้เฉย ๆ โดยไม่ใช้งาน บางรายอาจนำไปทิ้ง หรือแม้กระทั่งแอบนำไปคืนที่เดิม
- ความรู้สึกหลังก่อเหตุ ผู้ป่วยมักมีความรู้สึกสับสนปนเป ระหว่างความโล่งใจที่ได้ทำ กับความรู้สึกผิดและกลัวการถูกจับ ซึ่งความเครียดนี้อาจสะสมจนนำไปสู่โรคซึมเศร้า หรือเสี่ยงต่อการคิดสั้นฆ่าตัวตายได้ หากไม่ได้รับการรักษา
วิธีรักษาโรคชอบขโมยของ
การรักษาโรคชอบขโมย มักจะรวมถึงการรักษาหลายวิธีร่วมกัน เช่น
- การบำบัดทางจิตวิทยา เช่น การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้ทันความคิดที่กระตุ้นให้ขโมย เรียนรู้วิธีจัดการกับแรงกระตุ้น และเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่เหมาะสม
- การรักษาด้วยยา จิตแพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาเพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมอง เช่น ยาต้านเศร้ากลุ่ม SSRIs เพื่อเพิ่มระดับเซโรโทนิน
- กลุ่มบำบัด การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ที่มีปัญหาเดียวกัน จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่โดดเดี่ยว และได้รับกำลังใจในการต่อสู้กับโรค
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันโรคชอบขโมยที่แน่ชัด แต่การดูแลสุขภาพจิตที่ดี การจัดการกับความเครียด และการขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างหรือจิตแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้
โรคชอบขโมยไม่ใช่แค่นิสัยเสียที่แก้ไม่ได้ แต่เป็นความเจ็บป่วยที่ต้องการความเข้าใจและการรักษาที่ถูกต้อง หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีพฤติกรรมที่เข้าข่าย ควรรีบเข้ามาปรึกษาจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) โรงพยาบาลจิตเวชในเครือโรงพยาบาลเวชธานี เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้คุณสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปราศจากความรู้สึกผิดในใจ
นัดหมายเข้าพบจิตแพทย์และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โทรศัพท์: 02-589-1889
LINE Official Account: @bmhh
บทความที่เกี่ยวข้อง
เลิกบุหรี่ถูกวิธี กู้คืนสุขภาพปอดให้แข็งแรงก่อนสาย
การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้าย […]
เลี้ยงลูกแบบไหน เสี่ยงทำให้ลูกเป็นเด็กเก็บกด พ่อแม่เช็กด่วน
“ทำไมเดี๋ยวนี้ลูกไม่ค่อยคุยด้วยเลย?” “ […]
อาการเหม่อลอย สัญญาณความผิดปกติของสมองและสุขภาพจิต
เคยไหมที่กำลังนั่งทำงานหรือคุยกับเพื่อนอยู่ดี ๆ จิตใจกล […]
Talk to Doctor
Call Us
Line BMHH