
ความวิตกกังวล เป็นอาการที่เกิดได้ในคนปกติทั่วไป เมื่อมีความเครียดเข้ามากระทบ จะมีความรู้สึกสับสน เครียด กังวล วิตก ตื่นเต้น ไม่มีความสุข ควบคู่ไปกับอาการทางร่างกาย เช่น มือสั่น ตัวสั่น ปัสสาวะบ่อย ปั่นป่วนในท้อง แน่นหน้าอก ลุกลี้ลุกลน การพิจารณาว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเป็นความวิตกกังวลที่ผิดปกติหรือไม่นั้น ให้พิจารณาจากประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
- ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นมากเกินกว่าจะอธิบายได้ว่าความเครียดที่มากระตุ้นคือเรื่องอะไร
- ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นมีอาการรุนแรงมาก
- ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ แม้สิ่งกระตุ้นจะหมดไปแล้ว
- ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นรบกวนกิจวัตรประจำวันหรือหน้าที่การทำงานต่าง ๆ
โรควิตกกังวล แบ่งย่อยได้เป็นหลายโรค 1 ในนั้นคือ “โรควิตกกังวลไปทั่ว” ซึ่งพบประมาณร้อยละ 4.3-5.9 พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 2 เท่า และพบได้บ่อยในช่วงวัยกลางคน อาการเด่น ได้แก่ มีความกังวลอย่างมากในเรื่องต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การงาน การเงิน สุขภาพ ความเป็นอยู่ในครอบครัว อาจพบอาการทางร่างกายร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย ปวดตึงกล้ามเนื้อร่วมด้วย ร้อยละ 60 ของผู้ป่วยโรควิตกกังวลจะพบโรคร่วม เช่น โรคซึมเศร้า และโรคในกลุ่มวิตกกังวลอื่น ๆ
การวินิจฉัยโรควิตกกังวลไปทั่ว แพทย์จะประเมินจากการที่ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลมากเกินเหตุต่อหลาย ๆ เรื่องนานอย่างน้อย 6 เดือน, ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมความกังวลนี้ได้, มีอาการทางกายต่าง ๆ(อย่างน้อย 1 อาการ) ดังต่อไปนี้ กระสับกระส่ายหรือตื่นเต้นหรือประหม่า เหนื่อยง่าย มีปัญหาด้านสมาธิความจำ หงุดหงิด ปวดตึงกล้ามเนื้อ มีปัญหาการนอน, ความกังวลดังกล่าวรบกวนชีวิตประจำวัน
สาเหตุของโรควิตกกังวลไปทั่ว แบ่งเป็นปัจจัยด้านชีวภาพ ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง และปัจจัยด้านจิตใจ เชื่อว่าผู้ป่วยมีความใส่ใจต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกิดเหตุร้าย มองสิ่งกระตุ้นที่คลุมเครือว่าเป็นสิ่งอันตราย
หากผู้ป่วยมีอาการของโรควิตกกังวล แนะนำให้มาพบจิตแพทย์ ซึ่งปัจจุบันสามารถรักษาได้ด้วยยา และจิตบำบัด สำหรับการรักษาด้วยยา จะเป็นกลุ่มยาต้านเศร้าเป็นหลัก และให้ยาคลายเครียดร่วมด้วยในบางช่วง หากตอบสนองดีต่อการรักษาอาจพิจารณาให้ยาต่อ 12 – 18 เดือน แล้วค่อย ๆ ลดยาลงจนหยุด นอกจากนี้จะพิจารณาว่าผู้ป่วยมีโรคร่วมอื่น ๆ หรือไม่ เช่น ภาวะซึมเศร้า และทำความเข้าใจถึงบริบทของสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะเครียดและกังวล เพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป ส่วนการทำจิตบำบัดนิยมใช้ความคิดพฤติกรรมบำบัด ร่วมกับการฝึกผ่อนคลาย
แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล
จิตแพทย์
บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคจิตเภทกับโรคจิตเวชต่างกันอย่างไร ทำเข้าใจเพื่อช่วยรับมือ
อาการป่วยทางใจ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ มีโอก […]

ADHD ในผู้ใหญ่: เมื่อสมาธิสั้นไม่ได้มีแค่ในเด็ก
หลายคนอาจเข้าใจว่าโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD (Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder) เป็นปัญหาที่พบเฉพาะในเด็กเท่านั้น

ข้อแนะนำในการดูแลและรับมือเด็กสมาธิสั้นสำหรับพ่อแม่
สำหรับพ่อแม่ที่มีลูก ๆ เป็นโรคสมาธิสั้น (Attention Defi […]
Talk to Doctor
Call Us
Line BMHH