
ในชีวิตคนเราทุกคนล้วนพบเจอคนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีอารมณ์แปรปรวนง่าย หรือชอบทำตัวเป็นจุดเด่นเพื่อดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้าง พฤติกรรมลักษณะนี้บางครั้งถูกเรียกแบบไม่เป็นทางการว่า โรคเรียกร้องความสนใจ หรือ โรคขาดความรัก แต่ในทางจิตเวช อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคฮิสทีเรีย” หรือ “บุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก” ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชที่ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของบุคคล
โรคฮิสทีเรีย คืออะไร
แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาลBMHH- Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า คำว่า ฮิสทีเรีย (Hysteria) หมายถึง การแสดงออกทางอารมณ์ และท่าทางมากกว่าปกติ สามารถพบได้ทั้ง โรคฮิสทีเรียในผู้หญิง และโรคฮิสทีเรียในผู้ชาย ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง ถ้ามีพฤติกรรมนี้ร่วมกับมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ ควบคุมความวิตกกังวลของตัวเองไม่ค่อยได้ และไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตัวเองได้ดีเท่าคนปกติ อาจนึกถึงโรคบุคลิกภาพแปรปรวนในกลุ่มบี (Cluster B Personality Disorder)
อาการไหนบ้างที่เข้าข่ายโรคฮิสทีเรีย
อาการแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ตามประเภทของโรค ดังนี้
- โรคประสาทฮิสทีเรีย (Conversion Reaction) คือ เมื่อมีความเครียดหรือความกังวลใจมาก จะทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ระบบการเคลื่อนไหว และการรับรู้ เช่น ชาที่แขน ขา พูดไม่มีเสียง ตามองไม่เห็น กล้ามเนื้อกระตุก สูญเสียความทรงจำบางเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ แต่เมื่อผู้ป่วยตรวจร่างกายอาจจะไม่พบความผิดปกติเพราะเกิดจากสภาพจิตใจของผู้ป่วยเอง
- โรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก (Histrionic Personality Disorder) เป็นอาการที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคติดเซ็กซ์ ที่ไม่สามารถขาดผู้ชายได้ หรือโรคขาดความอบอุ่น แต่ในความเป็นจริง อาการไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเพศโดยตรง ผู้ป่วยแค่ต้องการได้รับความสนใจจากคนอื่นเป็นอย่างมาก โดยมีอาการดังนี้
- ต้องการเป็นจุดเด่น หรือจุดสนใจ เช่น พูดจา แสดงท่าทางเกินจริง ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้จะรู้สึกอึดอัด และทนไม่ได้ทันทีหากตัวเองไม่ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง
- การแสดงออกดูเหมือนยั่วยวน พยายามเข้าหาผู้อื่น โดยเฉพาะเพศตรงข้าม ด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ชอบแต่งตัวยั่วยวนเพื่อให้ตนเองเป็นจุดสนใจ
- แสดงออกถึงความสนิทสนมกับผู้อื่นมากเกินจริง คิดไปเองว่าสนิทสนมกับอีกฝ่าย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจไม่ได้รู้สึกสนิทใจด้วย
- พฤติกรรมดราม่า: แสดงอารมณ์รุนแรง แปรปรวนง่าย และชอบสร้างเรื่องราวให้ดูน่าตื่นเต้น
- ต้องการการเอาใจใส่: ต้องการได้รับการยกย่อง ชมเชย และสนับสนุนจากผู้อื่น
- ขาดความมั่นใจในตนเอง: ต้องการการยืนยันจากผู้อื่น กลัวถูกทอดทิ้ง
- มีความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง: มักมีความสัมพันธ์ที่สั้น รุนแรง และเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
- ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์: มักตัดสินใจโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์
- อาจมีพฤติกรรมขู่หรือลงมือทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
สาเหตุที่ทำให้เป็นโรคฮิสทีเรีย
สาเหตุของโรคบุคลิกภาพแบบฮิสทริโอนิกยังไม่สามารถระบุได้เพียงปัจจัยเดียว มักเกี่ยวข้องกับหลายองค์ประกอบร่วมกัน ได้แก่
- ประสบการณ์ในวัยเด็ก เช่น การไม่ได้รับความรักและความอบอุ่น การถูกทอดทิ้ง ความกังวลจากการแยกจากพ่อแม่ หรือการถูกทารุณกรรม ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาทางอารมณ์ระยะยาว
- ปัจจัยทางพันธุกรรม หากมีสมาชิกในครอบครัวที่มีประวัติโรคบุคลิกภาพลักษณะใกล้เคียงกัน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค
- การเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมในครอบครัว เด็กอาจซึมซับรูปแบบการแสดงออกทางอารมณ์จากผู้เลี้ยงดูหรือคนใกล้ชิด
การวินิจฉัยโรคฮิสทีเรีย
ผู้ที่มีภาวะฮิสทีเรียจำนวนไม่น้อยอาจไม่ทราบว่าตนเองกำลังเผชิญกับปัญหาทางสุขภาพจิต เนื่องจากอาการมักแสดงออกผ่านร่างกายหรือพฤติกรรมที่ดูคล้ายโรคอื่น การวินิจฉัยจึงมักเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการตรวจรักษาอาการทางกาย แล้วแพทย์พบความผิดปกติที่เชื่อมโยงกับสภาพจิตใจ จึงส่งต่อเพื่อประเมินด้านจิตเวชเพิ่มเติม
แพทย์จะประเมินทั้งประวัติสุขภาพ พฤติกรรม อารมณ์ และบริบทชีวิต เพื่อแยกโรคทางกายออกจากภาวะทางจิตใจ รวมถึงตรวจคัดกรองภาวะร่วมอื่น ๆ เช่น โรคซึมเศร้า หรือความวิตกกังวล ซึ่งพบร่วมได้บ่อย การวินิจฉัยที่ถูกต้องช่วยให้วางแผนการรักษาได้ตรงจุดและลดผลกระทบต่อความสัมพันธ์และการใช้ชีวิตประจำวัน
ฮิสทีเรียมีวิธีรักษาและวิธีการดูแลตนเองอย่างไร
การรักษาโรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก จิตแพทย์จะเน้นการรักษาด้วยการทำจิตบำบัดเพื่อหาสาเหตุการเกิดโรค พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ปรับความคิดให้ผู้ป่วยมีมุมมองบวกกับตัวเองและทำให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อมั่นในความรักความสัมพันธ์ของตัวเอง แต่อาจจะมีการรักษาด้วยยาหากผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ร่วมด้วยก็จะมีการให้ยาต้านเศร้า หรือยารักษาวิตกกังวล
ป้องกันโรคฮิสทีเรียอย่างไรได้บ้าง
ไม่มีวิธีป้องกันที่ทำได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม การสร้างสภาพแวดล้อมทางอารมณ์ที่มั่นคงตั้งแต่วัยเด็กมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงได้ เช่น การได้รับความรัก ความเข้าใจ และการสื่อสารที่ปลอดภัยภายในครอบครัว
การส่งเสริมทักษะการจัดการความเครียด การรับรู้และแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม รวมถึงการเข้าถึงการดูแลด้านสุขภาพจิตเมื่อเริ่มมีสัญญาณผิดปกติ ล้วนเป็นแนวทางดูแลสุขภาพจิตที่สำคัญ
สำหรับการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก ต้องดูแลตามความเหมาะสมกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือถ้าพบว่าผู้ป่วยมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สามารถบอกกับผู้ป่วยตรงๆ เพื่อให้เค้ารู้ว่า สิ่งที่ตัวเองทำอยู่ส่งผลกระทบอย่างไรต่อคนรอบข้าง ทั้งนี้ โรคฮิสทีเรียเป็นโรคทางจิตเวชที่มีความซับซ้อนและต้องได้รับการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคฮิสทีเรีย ควรปรึกษาจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลจิตเวชเพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง
แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล
จิตแพทย์โรงพยาบาลBMHH- Bangkok Mental Health Hospital
แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล
จิตแพทย์โรงพยาบาลBMHH- Bangkok Mental Health Hospital
บทความที่เกี่ยวข้อง
เลิกบุหรี่ถูกวิธี กู้คืนสุขภาพปอดให้แข็งแรงก่อนสาย
การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้าย […]
เลี้ยงลูกแบบไหน เสี่ยงทำให้ลูกเป็นเด็กเก็บกด พ่อแม่เช็กด่วน
“ทำไมเดี๋ยวนี้ลูกไม่ค่อยคุยด้วยเลย?” “ […]
อาการเหม่อลอย สัญญาณความผิดปกติของสมองและสุขภาพจิต
เคยไหมที่กำลังนั่งทำงานหรือคุยกับเพื่อนอยู่ดี ๆ จิตใจกล […]
Talk to Doctor
Call Us
Line BMHH