ความรู้สึกเศร้า ท้อแท้ หรือผิดหวัง เป็นอารมณ์ปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาในชีวิต แต่ถ้าหากความรู้สึกเหล่านั้นจมดิ่งลงไปมากกว่าปกติ รู้สึกว่างเปล่า และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนยากจะดึงตัวเองกลับมา หลายคนอาจเรียกภาวะนี้ว่า “จิตตก” ซึ่งไม่ใช่แค่ความเศร้าชั่วคราว แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพจิตที่กำลังก่อตัว การทำความเข้าใจภาวะจิตตกจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถรับมือและฟื้นฟูจิตใจได้อย่างถูกวิธีก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม
ทำความรู้จักภาวะ “จิตตก“
คำว่า จิตตก คือคำที่ใช้เรียกสภาวะทางอารมณ์ที่ดิ่งลงอย่างรุนแรง มักเกิดจากการตอบสนองต่อความเครียด ความกดดัน หรือเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ภาวะจิตตกไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์โดยตรง แต่เป็นคำอธิบายถึงกลุ่มอาการที่รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง และมองโลกในแง่ลบ ซึ่งหากปล่อยให้ภาวะจิตตกนี้เกิดขึ้นสะสมเป็นเวลานาน ก็อาจพัฒนาไปเป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวลได้
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการจิตตก
อาการจิตตกสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบจิตใจ
- การเผชิญกับความเครียดรุนแรง เช่น ถูกตำหนิ วิจารณ์ ปัญหาการเงิน การตกงาน หรือความล้มเหลวครั้งสำคัญ
- ปัญหาความสัมพันธ์ การสูญเสียคนรัก การหย่าร้าง หรือความขัดแย้งรุนแรงในครอบครัว
- ความกดดันสะสม การแบกรับความคาดหวังหรือความรับผิดชอบที่หนักเกินไปเป็นเวลานาน เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
- การเหนื่อยล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ เจ็บป่วยทางกาย ความเจ็บป่วยเรื้อรังก็สามารถส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้เกิดอาการจิตตกได้
สัญญาณเตือนของอาการจิตตกมีอะไรบ้าง

อาการจิตตกมักไม่ได้เกิดขึ้นแค่ทางอารมณ์ แต่ยังส่งผลต่อร่างกายและความคิดด้วย
- ด้านอารมณ์ รู้สึกเศร้า หดหู่ สิ้นหวัง หงุดหงิดง่าย และหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ
- ด้านความคิด โทษตัวเอง คิดลบกับตัวเองมากกว่าปกติ มองโลกในแง่ลบ คิดวนเวียนอยู่กับปัญหา รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า และอาจมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่
- ด้านร่างกาย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหารหรือกินมากเกินไป ใจสั่น และมีปัญหาการนอนหลับ เช่น นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป
อาการจิตตกมักพบในกลุ่มโรคทางจิตเวชใดบ้าง
- โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด โดยจะมีอาการจิตตก รู้สึกเศร้า หดหู่ ว่างเปล่า หมดแรง หมดความสนใจ โทษตัวเอง รู้สึกไร้ค่า การกินการนอนเปลี่ยน สมาธิลดลง
- โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) ผู้ป่วยจะมีช่วงที่อารมณ์ดิ่งลงหรือจิตตก สลับกับช่วงที่อารมณ์คึกคักผิดปกติ หมดแรง หมดความสนใจ โทษตัวเอง รู้สึกไร้ค่า การกินการนอนเปลี่ยน สมาธิลดลง
- โรควิตกกังวล (Anxiety Disorders) ความกังวลที่มากเกินไปสามารถนำไปสู่ความเครียดสะสม คิดมาก กลัวพลาด กลัวไม่ดีพอ จิตตกหลัง situation ที่ต้อง performance เหนื่อยจากการคิดวน และภาวะจิตตกได้
- โรคเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) การเผชิญเหตุการณ์เลวร้ายอาจทำให้เกิดอาการจิตตกอย่างรุนแรงเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น
รับมืออย่างไร เมื่ออยู่ในสภาวะจิตตก

- ยอมรับความรู้สึก อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกเศร้าหรือเสียใจได้ แต่อย่าจมอยู่กับมันนานเกินไป
- พูดคุยระบาย การได้เล่าปัญหาให้คนที่ไว้ใจฟัง เช่น เพื่อนหรือครอบครัว จะช่วยลดความกดดันในใจ ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้เผชิญกับปัญหาลำพัง
- ดูแลร่างกาย พยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายเบา ๆ เพราะสุขภาพกายส่งผลต่อสุขภาพใจโดยตรง
- หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย ทำในสิ่งที่เคยชอบ แม้จะรู้สึกไม่อยากทำก็ตาม เช่น ฟังเพลง ดูหนัง หรือทำงานอดิเรก เพื่อช่วยให้จิตใจได้พัก
แนวทางการรักษาอาการจิตตก
หากพยายามรับมือด้วยตัวเองแล้วอาการจิตตกยังไม่ดีขึ้น หรือเป็นต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์ การขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม โดยแนวทางการรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การพูดคุยทำจิตบำบัด เพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาและปรับเปลี่ยนวิธีคิด ในบางกรณีที่อาการจิตตกมีความเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง แพทย์อาจพิจารณาให้ยากับการบำบัดเพื่อช่วยปรับอารมณ์ควบคู่ไปด้วย
คำถามที่พบบ่อย
1. เมื่อไรที่ควรพบจิตแพทย์
ควรพบจิตแพทย์ทันทีเมื่ออาการจิตตกนั้นรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือความสัมพันธ์ หรือเมื่อมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ ควรรีบขอความช่วยเหลือทันที
2. ทำไมอยู่ ๆ ถึงรู้สึกดิ่ง
อาการรู้สึกดิ่งหรือจิตตกกะทันหันอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง หรืออาจมีสิ่งกระตุ้นทางอารมณ์ที่เราไม่รู้ตัว การสังเกตและจดบันทึกอารมณ์จะช่วยให้เข้าใจที่มาของความรู้สึกได้ดีขึ้น
3. วิธีแก้จิตตกขั้นพื้นฐานมีอะไรบ้าง
เมื่อรู้สึกจิตตก ให้ยอมรับความรู้สึกของตัวเองก่อนว่าไม่เป็นไรที่กำลังรู้สึกแบบนี้ แล้วค่อย ๆ หายใจลึก ๆ ช้า ๆ เพื่อช่วยให้ใจนิ่งขึ้น จากนั้นลองออกไปเดินเล่นรับแสงแดด ฟังเพลงที่ชอบ หรือทำกิจกรรมเล็ก ๆ ที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น รดน้ำต้นไม้หรือวาดรูป การได้พูดคุยกับคนที่ไว้ใจก็ช่วยได้มาก หากเป็นไปได้ควรพักจากโซเชียลมีเดียและนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ทั้งร่างกายและจิตใจได้ฟื้นตัวอีกครั้ง
อย่าปล่อยให้ใจจมอยู่นาน การขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์คือทางออกที่ปลอดภัยที่สุด
อาการจิตตกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ไม่ใช่ภาวะที่ต้องยอมจำนน การที่จิตใจจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกแย่ ๆ เป็นเวลานานส่งผลเสียต่อสมองและร่างกายโดยตรง การรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองและกล้าที่จะขอความช่วยเหลือคือสิ่งสำคัญที่สุด
การปรึกษาจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นการดูแลสุขภาพจิตเช่นเดียวกับการดูแลสุขภาพกาย ที่โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) โรงพยาบาลที่ดูแลปัญหาทางจิตใจในเครือโรงพยาบาลเวชธานี มีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่พร้อมรับฟังและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณได้ระบายความรู้สึก และร่วมกันหาแนวทางการฟื้นฟูจิตใจที่เหมาะสมสำหรับคุณ
นัดหมายเข้าพบจิตแพทย์และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โทรศัพท์: 02-589-1889
LINE Official Account: @bmhh
Location: https://maps.app.goo.gl/MCKXwQMK1mCshWKdA
บทความโดย
วชิรญา บุรพธานินทร์
จิตวิทยาคลินิก
โรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) / Bangkok Mental Health Hospital (BMHH)
บทความที่เกี่ยวข้อง
เลิกบุหรี่ถูกวิธี กู้คืนสุขภาพปอดให้แข็งแรงก่อนสาย
การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้าย […]
เลี้ยงลูกแบบไหน เสี่ยงทำให้ลูกเป็นเด็กเก็บกด พ่อแม่เช็กด่วน
“ทำไมเดี๋ยวนี้ลูกไม่ค่อยคุยด้วยเลย?” “ […]
อาการเหม่อลอย สัญญาณความผิดปกติของสมองและสุขภาพจิต
เคยไหมที่กำลังนั่งทำงานหรือคุยกับเพื่อนอยู่ดี ๆ จิตใจกล […]
Talk to Doctor
Call Us
Line BMHH